ผมขอเสนอชีวิตของชายคนหน่ึงท่ีน่าทึ่งมาก
เจมส์ โฮลแมน มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ.1786-1850 เทียบได้กับช่วงสมัยรัชกาลท่ี 1-4 ของไทย
เขาเป็นนักเดินทางประเภทเดินทางคนเดียว การเดินทางของเขาน่าจะพอนับได้ว่าเขาย่ำโลกครบรอบแล้ว
นักเดินทางชาวอังกฤษคนน้ีเดินทางสู่ประเทศต่างๆ ท่ัวโลกโดยท่ีไม่รู้ภาษาท้องถ่ินสักคำ เขามีแค่เงินจำนวนเพียงพอสำหรับการเดินทางด้วยรถไฟ รถม้า ข่ีม้าและเดินเท้า
ทริปแรก เขาเดินทางจากอังกฤษมุ่งสู่ฝรั่งเศส อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี เบลเยียม เนเธอร์แลนด์
ทริปท่ีสอง เขามุ่งหน้าสู่ตะวันออกไกล จากอังกฤษสู่รัฐเซีย เดินทางผ่านไซบีเรีย ก่อนจะออกจากเมืองอีร์คุตส์สู่ประเทศมองโกเลีย เจมส์ถูกทหารรัสเซียจับเน่ืองจากสงสัยว่าเขาเป็นสายลับ เขาถูกคุมขังอยู่ในดินแดนอันหนาวเหน็บและถูกจับตัวมายังโปแลนด์ แล้วส่งตัวคืนสู่อังกฤษผ่านทางออสเตรีย
ทริปท่ีสามเขาใช้เวลา 5 ปีเดินทางจากอังกฤษสู่แอฟริกา อินเดีย มาเลเซีย จีน ออสเตรเลีย อเมริกาใต้ และกลับมายังอังกฤษ การเดินทางคร้ังนี้เขาได้ต่อสู้กับการค้าทาสในแอฟริกาจนมีการนำช่ือของเขาไปต้ังเป็นช่ือแม่น้ำโฮลแมนเพ่ือเป็นเกียรติ เขาออกล่าช้างดุร้ายในศรีลังกา ช่วยไขปริศนาเก่ียวกับภาษาท้องถิ่นในประเทศกีนีจนสามารถหลีกเล่ียงการนองเลือดได้
เจมส์เขียนหนังสือบันทึกการเดินทางของเขาไว้หลายเล่ม ทุกเล่มล้วนเป็นหนังสือขายดี และมีความสำคัญมากในเชิงข้อมูลทางภูมิศาสตร์และสังคม ขนาดท่ีว่าหนังสือเร่ือง The Voyage of the Beage ของชาร์ลส์ ดาร์วิน ซ่ึงถือว่าเป็นตำราต้นแบบของการจัดหมวดหมู่พันธุ์พืชพันธ์ุสัตว์ท่ัวโลก ก็อ้างอิงข้อมูลจากหนังสือของเจมส์ในส่วนของพันธ์ุพืชพันธ์ุสัตว์ในแถบมหาสมุทรอินเดีย
เจมส์เกิดแลพโตในเมืองเอ็กซีเตอร์ ประเทศอังกฤษ ท่ามกลางบรรยากาศของเมืองท่าในยุคท่ีผู้คนกำลังมุ่งออกเดินทางสำรวจโลก พออายุได้ 12 เขาก็เข้าร่วมกับกองทัพในฐานะของอาสาสมัคร เขาติดยศร้อยโทตอนอายุ 21 ปี พออายุ 25 ปี เขาก็ป่วยอย่างแรงระหว่างประจำการท่ีสหรัฐอเมริกา จึงถูกส่งกลับมารักษาตัวท่ีอังกฤษ
อาการป่วยของเขาไม่สามารถรักษาให้กลับฟื้นคืนเหมือนเดิมได้ สภาพจิตใจของเจมส์จึงย่ิงตกต่ำ เขาเลือกท่ีจะบำบัดตัวเองด้วยการเรียนแพทย์ท่ีมหาวิทยาลัยเอดินบะระ
และจุดเปล่ียนของชีวิตเจมส์ก็มาถึง เม่ือนายแพทย์ประจำตัวของเขาแนะนำว่าเขาควรเดินทางไปพักฟื้นท่ามกลางอากาศอบอุ่นแถบเมดิเตอร์เรเนียน ถึงแม้ว่าอาการของเขาจะไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่มันก็จะทำให้เขาใช้ชีวิตช่วงท่ีเหลืออย่างมีความสุข
แทนท่ีเจมส์จะให้คนพาเขาไปอย่างผู้ป่วย เขาตัดสินใจเดินกะเผลกๆ ขึ้นเรือเพ่ือมุ่งหน้าไปยังฝรั่งเศสด้วยตัวเอง 6 เดือนหลังจากน้ัน เขาก็มาถึงชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนด้วยสภาพท่ีเต็มไปด้วยรอยฟกซ้ำดำเขียวและแสนจะอ่อนล้าจากการเดินทางแต่น่ันทำให้ชีวิตของเขากลับมามีพลังอีกคร้ัง
เม่ือเดินทางมาถึงปากปล่่องภูเขาไฟได้ เขาก็พบว่าเขาสามารถเดินทางไปท่ีไหนก็ได้
เขาจึงเดินทางท่องไปทั่วโลก
อาการป่วยท่ีเจมส์ประสบตอนอายุ 25 คือ เขาตาบอดสนิท และมีปัญหาเก่ียวกับการเดิน
การเดินทางท่องโลกโดยลำพังไปยังดินแดนแปลกถ่ิน และเร่ืองราวมากมายท่ีเกิดขึ้น จึงเป็นการเดินทางของชายตาบอด
เขาเคยเขียนกลอนไว้บทหน่ึง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นคติประจำตัวของเขา
Some difficulties meet, full many
I find them not, nor seek for any.
บทนำของหนังสือเล่มนี้มีช่ื่ว่า I see things better with my feet.
ผมเดาว่า เขาคงเป็นคนตาบอดท่ีเห็นทุกอย่าง ยกเว้นปัญหา
จาก ทรงกลด บางย่ีขัน a day.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น