มีเร่ืองเล่าความต่างของสองทะเลสาปคือทะเลสาปกาลิลีและทะเลตายคือ ท่ีหน่ึงรับน้ำและไหลออกแต่ทะเลตายไม่ระบายน้ำออก ทะเลสาปกาลิลีจึงมีปลาและมีสิ่งมีชีวิตมากมายต่างจากทะเลตายท่ีไม่มีปลาอยู่เลย
เม่ือหลายปีก่อนผมได้ชมซีรีย์เกาหลีเร่ืองอิมซังอ๊กเป็นเร่ืองของพ่อค้าท่ีประสบความสำเร็จในเร่ืองการค้าและได้เข้าใจหัวใจของการค้าคือการเป็นคน เข้าใจหลักการเร่ื่องเงินเหมือนกระแสน้ำหากไม่ให้มันไหลผ่านมัวแต่เก็บกักไว้กับตัวเงินน้ันจะเน่าเหมือนน้ำ คือระบบเศรษฐศาสตร์โดนรวมจะไม่มีใครได้ประโยชน์ ต้องมีการสร้างงานการจ่ายเงินเดือนการจับจ่ายซื้อขาย ทุกคนจึงจะได้ประโยชน์
และมาวันนี้ผมทำงานท่ีต้องพบปะผู้คนหลากหลายแต่ส่วนใหญ่เป็นคนระดับล่างๆ และงานของผมเป็นท้ังงานค้าขายและงานบริการในตัว การต้องมารองรับอารมณ์และความต้องการของลูกค้าสร้างความไม่พอใจกับตัวผมมาก
เม่ือไม่สบอารมณ์สีหน้าผมก็ไม่ดีแม้จะพยายามพูดด้วยวาจาสุภาพแต่ก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกไม่พอใจ
ทำไมพระเจ้าต้องให้ผมมาเจองานแบบนี้ วัตถุประสงค์ท่ีผมเข้าใจคือ พระเจ้าต้องการเปล่ียนผมให้เป็นผู้ใหญ่ แล้วจะต้องเปล่ียนอย่างไรต้องเป็นแบบไหนละ???
ผมมานึกถึงเร่ืองสายน้ำได้ไม่ใช่แค่เป็นหลักการของการเงินอย่างเดียวแต่เป็นหลักการการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อ่ืนด้วย
คนเรามาจากร้อยพ่อพันแม่ เราไม่สามารถเลือกรับแต่คนดีๆ ท่ีจะเข้ามาในชีวิตเราได้ เราต้องยอมรับและปล่อยผ่านอารมณ์ให้มันไหลผ่านไปดังสายน้ำ ไม่เก็บความขุ่นเคืองใจไว้ การให้อภัยเป็นเร่ืองท่ีต้องทำทันทีแต่ความไว้วางใจต้องอาศัยประวัติท่ีดี
คนเหล่าน้ันเขาจะทำอะไรๆ ไม่ดีใส่เรามันก็เป็นเร่ืองน่าเศร้าต่อตัวเขาเอง แต่เราเก็บกดมันไว้ในใจรังแต่ทำร้ายตัวเอง ปล่อยมันให้ไหลผ่านไป ตัวเราเองกลับเป็นผู้ได้ประโยชน์
วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
สัมภาษณ์ Rick Waren : เตรียมพร้อมสำหรับชีวิตนิรันดร์
หากคุณเคยมองดูหนังสือที่ขึ้นหัวว่าเป็นหนังสือขายดี ตามชั้นวางหนังสือในร้านไม่ว่าจะเป็นร้านของคริสเตียนหรือไม่ก็ตาม คุณอาจจะเคยเห็นหนังสือของ ริก วอร์เรน “ชีวิตที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์ The Purpose Driven Life” ซึ่งติดทำเนียบอันดับหนังสือขายดีของนิวยอร์คไทมส์ เมื่อมกราคม 2003 และจนถึงปัจจุบันมียอดจำหน่ายถึงประมาณ 19ล้านเล่ม
เมื่อเร็วๆนี้ นิตยสารดิซิชั่น (Decision) ได้สัมภาษณ์ ริก วอร์เรน (ริก รับตำแหน่งรองประธาน
ในเดือนนี้ของพันธกิจบิลลี่ เกรแฮม ครูเสดแห่ง แอล.เอ) เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้และความสำเร็จจากหนังสือที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเขาอย่างไรบ้าง โดย จิม เดลี่
ถาม หนังสือของคุณ “ชีวิตที่ขับเคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์” เป็นหนังสือขายดีติดอันดับ (ที่ไม่ใช่นิยาย) คุณคิดว่าอะไรทำให้หนังสือเล่้มนี้โดนใจผู้คนมากอย่างนี้
ตอบ อย่างแรก, เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนเช่น “ฉันเกิดมาในโลกนี้ทำไม” ใครๆก็สนใจกับคำถามทำนองนี้ คำถามประเภท “ฉันมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร” หรือคำถามที่เกี่ยวข้องกับเป้่าหมายของชีวิตเช่น “อะไรคือเป้าหมายในการมีชีิวิตอยู่ของฉัน” หรือคำถามที่เกี่ยวข้องกับความสำคัญของชีวิตเช่น “ชีวิตฉันมีความสำคัญอะไรบ้างไม๊”
อย่างที่สอง, มันเข้าใจง่าย. ผมทำงานอย่างหนักที่จะทำให้มัน อ่านง่าย เข้าใจง่าย ผมเชื่อว่า
ไม่มีอะไรใหม่แม้แต่ข้อเดียวในหนังสือเล่มนี้ ที่ยังไม่เคยถูกกล่าวถึงมาก่อนในหนังสือคริสเตีียนทั่วไป. มันก็แค่ว่า ผู้คนในแต่ละยุคแต่ละรุ่นก็จะได้ยินได้อ่านกันใหม่อีกซักครั้ง ---ว่าเรามีชีิวิตอยู่ก็เพื่อที่ จะนมัสการพระเจ้า ออกไปประกาศข่าวประเสริฐ มีสามัคคีธรรม ดำเนินชีวิตให้เหมือนกับพระคริสต์ (Discipleship) และดำเนินพันธกิจแห่งการรับใช้
อย่างที่สาม, หนังสือเล่มนี้เป็็นแนว “ต่อต้านหนังสือประเภททำอย่างไรถึงจะ.....” มันขึ้นต้นบรรทัดแรกด้วยคำว่า”เรื่องนี้ ไม่เกี่ยวกับคุณ.” แต่มันน่าขำที่หนังสือเล่มนี้เองกลับถูกจัดอยู่ในหมวด “หนังสือประเภททำอย่างไรถึงจะ......” คุณทดลองตั้งชื่อหนังสืออื่นๆสักเล่มดู หนังสือประเภททำอย่างไรถึงจะ........ ที่ขึ้นต้นบรรทัีดว่า “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณ” ดูสิ
ผมคิดว่าผู้คนกำลังเบื่อหน่ายกับวัฒนธรรมที่เห็นแก่ตัว-เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง หรือวัฒนธรรมที่หลงไหลและชื่นชมในตัวเอง. พวกเขารู้สึกว่า มันน่าที่จะมีอะไรที่สำคัญยิ่งกว่าแค่การ “การพยายามทำทุกอย่างเพื่อเติมเต็มให้กับตัวเอง” และแน่นอน มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ๆ
เพราะเราถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าและก็เพื่อพระเจ้า, จนกว่าเราจะเข้าใจในความจริงข้อนี้, ไม่เช่นนั้น ถึงยังมีชีวิตอยู่ก็อยู่โดยปราศจากความหมาย
ถาม ดังนั้น คุณเลยต้องการช่วยให้คริสเตียนมีความเข้าใจมากขึ้น ในมุมมองที่กว้างขึ้น?
ตอบ ใช่แล้ว. ผู้คนถามผมว่า “อะไรคือจุดมุ่งหมายของชีวิต?” ผมตอบว่า “เอาอย่างย่อๆนะ,
ชีวิตก็คือการเตรียมพร้อมสำหรับนิรันดร์กาล” เราถูกสร้างขึ้นเพื่อให้อยู่ยืนยงตลอดไป, พระเจ้าต้องการให้เราอยู่ในสวรรค์กับพระองค์ สักวันหนึ่ง หัวใจของผมก็จะหยุดเต้น, และนั่นจะเป็นจุดจบของร่างกายผม- แต่ไม่ใช่จุดจบของผม
ผมอาจจะมีชีวิตอยู่ 60 ถึง100ปี บนโลกนี้, แต่ผมจะอยู่ไปอีกเป็นล้านๆปี ในนิรันดร์กาล.
นี้เป็นฉากการเตรียมตัวให้พร้อมเท่านั้น, เป็นเหมือนการซ้อมใหญ่. พระเจ้าต้องการให้เราได้ฝึกหัดการใช้ชีวิตบนโลกนี้ในสิ่งที่เราต้องทำตลอดไปในนิรันดร์กาล.
ถาม: คุณจะนำหลักการยิ่งใหญ่แบบนี้ไปประยุกต์ใช้กับชีวิตอย่างไร?
ตอบ: มันต้องใช้ทั้งวินัยและนิสัย, ชีวิตก็คือการเผชิญกับปัญหาที่ต่อเนื่อง: ไม่ว่าตอนนี้เองที่คุณก็กำลังเผชิญอยู่กับปัญหา, หรืออาจเพิ่งเสร็จสิ้นจากการแก้ปัญหา, หรือกำลังเตรียมที่จะเผชิญกับอีกปัญหาที่กำลังจะเข้ามา.
เหตุผลในเรื่องนี้ก็คือ เพราะพระเจ้าสนใจในคุณลักษณะ (Character) ของตัวคุณมากกว่าสนใจในความสะดวกสบายของคุณ. พระเจ้าสนใจที่จะทำให้ชีวิตของบริสุทธ์มากกว่าทำให้ชีวิตของคุณสนุกสนาน. เราสามารถมีความสุข สนุกสนานอย่างพอเหมาะพอควรบนโลกนี้ได้, แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายของชีวิต. เป้าหมายก็คือการมีคุณลักษณะที่เติบโต มีคุณลักษณะที่เหมือนกับพระเยซูคริสต์.
ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตผม แต่ก็เป็นปีที่ยากลำบากที่สุดด้วย. ภรรยาของผม เคย์,
เธอเป็นมะเร็ง.
ผมเคยคิดว่าชีวิตเปรียบเสมือนเนินเขากับหุบเขา คุณเดินผ่านเวลาอันมืดมิด, แต่แล้วคุณก็เดินขึ้นสู่ยอดเขา, ไปกลับสลับอยู่อย่างนั้น. แต่ผมไม่เชื่อแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว. แทนที่จะเป็นเนินเขากับหุบเขา, ผมเชื่อว่าชีวิตนั้นเป็นเหมือนคู่ขนานของทางรถไฟ, ตลอดเวลาคุณจะเผชิญกับสิ่งดีๆและสิ่งไม่ดีในชีวิต.
ไม่ว่าจะมีสิ่งดีๆอะไรเกิดขึ้นในชีวิตของคุณ มันจะมีสิ่งร้ายๆเข้ามารอให้ต้องไปจัดการ.
และแม้ว่าจะมีสิ่งเลวร้ายอะไรเกิดขึ้นในชีวิต มันก็จะมีสิ่งดีๆให้คุณสามารถขอบคุณพระเจ้าได้เสมออีกเช่นกัน.
คุณสามารถมุ่งมั่นจดจ่อกับวัตถุประสงค์ของคุณ หรือจะจมอยู่กับปัญหาของคุณเอง.
ถ้าคุณจดจ่อที่ปัญหาของคุณเอง คุณก็จะจมลงสู่วังวนในเรื่องตัวตนของคุณเอง ซึ่งก็คือปัญหาของฉัน, เรื่องของฉัน, ความทุกข์ของฉัน. แต่หนึ่งในวิธีง่ายๆที่สุดอันหนึ่งที่จะกำจัดความเจ็บปวดนี้ ก็คือการเบนเป้าหมายให้พ้นไปจากตัวคุณเอง และมุ่งความสนใจไปที่พระเจ้าและคนอื่นๆแทน.
ถาม: คุณต้องใช้เวลาอยู่นานไม๊ในการกลั่นกรอง “ชีวิตที่ขับเคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์” ออกมาเป็น 5วัตถุประสงค์ คือการนมัสการ, การเติบโตในพระคริสต์, การประกาศข่าวประเสริฐ, การมีสามัคคีธรรม และการทำพันธกิจ.
ตอบ: ในขณะที่ผมศึกษาพระวจนะนั้น ผมได้เขียนหนังสือ “คริสตจักรที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์” ในเวลานั้นเอง ผมได้พิจารณาและเริ่มเห็นว่า “อะไรกันแน่ที่เป็นวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของคริสตจักร?” ผมเริ่มมองเห็นโครงสร้างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกที่ปรากฎอยู่ในพระวจนะ
พระเจ้าต้องการให้คริสตจักรเป็นสถานที่ที่ๆมานมัสการพระองค์, เป็นที่ที่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้คนให้เติบโตขึ้นในความเชื่อ นำคนมาถึงความรอดผ่านทางการประกาศ เป็นที่ๆเกิดสามัคคีธรรม และเป็นสถานที่ในการทำพันธกิจที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้คน.
และผมเชื่อว่า สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่เป็นวัตถุประสงค์ของคริสตจักรเท่านั้น แต่มันยังเป็นวัตถุประสงค์ของทุกๆผู้คนด้วย
ประโยคที่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุดของ 5วัตถุประสงค์ก็คือ “พระมหาบัญญัติและพระมหาบัญชา” เราติดป้ายข้อความที่คริสตจักรของเราว่า “ความมุ่งมั่้นแน่วแน่ที่เรามีต่อพระมหาบัญญัติและพระมหาบัญชานั้น จะก่อให้เกิดคริสเตียนที่เกิดผล”
เราได้2วัตถุประสงค์จาก พระมหาบัญญัติ และ 3วัตถุประสงค์จากพระมหาบัญชา.
พระมหาบัญญัติที่กล่าวไว้ในแมททิว 22:35 “จงรักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน” นั่นก็คือการนมัสการ.จากนั้น “จงรักเพื่อนบ้านของท่านเหมือนรักตัวเอง” นั่นคือการทำพันธกิจ
สำหรับพระมหาบัญชาที่กล่าวไว้ในแมทธิว 28:18-20 “เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ” นั่นคือ การออกไปประกาศข่าวประเสริฐขององค์พระเยซูคริสต์.
จากนั้นพระเยซูได้ตรัสว่า “สอนเขาทั้งหลายให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกท่านไว้”
นั้นคือ การเป็นเหมือนกับพระองค์ (Discipleship)
และพระเยซูยังได้บอกต่อว่า “ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์” และวัตถุประสงค์ที่ 5 ก็คือการมีสามัคคีธรรม
ผมอาจจะมีชีวิตอยู่ 60ปี ถึง100ปี บนโลกนี้, แต่ผมจะอยู่ไปอีกเป็นล้านๆปี ในนิรันดร์กาล. นี้เป็นฉากการเตรียมตัวให้พร้อมเท่านั้น, เป็นเหมือนการซ้อมใหญ่ พระเจ้าต้องการให้เราได้ฝึกหัดการใช้ชีวิตบนโลกนี้ในสิ่งที่เราต้องทำตลอดไปในนิรันดร์กาล
-----ริก วอร์เรน
ถาม: พระเยซูเป็นแบบอย่างของการมีชีิวิตที่มีวัตถุประสงค์ แต่ก็มักจะเผชิญกับการถูกขัดขวาง?
ตอบ: นั่นเป็นเพราะว่าวัตถุประสงค์หนึ่งในนั้นก็คือการทำพันธกิจกับผู้คน. พวกเขาไม่ใช่สิ่งที่ขัดขวางหรือรบกวน; แท้จริงแล้ว พวกเขาคือส่วนหนึ่งของแผนการณ์ของพระเจ้า.
ถ้าเราต้องการเป็นเหมือนดั่งพระคริสต์และต้องการให้ชีวิตของเราสอดคล้องกับพระลักษณะของพระองค์. นั่นคือสิ่งที่เราจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อที่จะรักคนอื่นให้เป็น.
คุณต้องรู้ัจักสร้างสานความสัมพันธ์ที่ดี หากคุณต้องการที่เติบโตในทางจิตวิญญาณ.
ในบางศาสนานั้น ผู้ทรงศีลจะแยกตัวออกสันโดษ-อยู่บนเขา เขาจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับมลทินต่างๆของโลกโดยสิ้นเชิง. แต่พระเยซูนั้นกลับทำตรงกันข้าม.
พระองค์ตรัสว่า วิธีที่คุณจะบริสุทธิ์ได้ก็โดยการรักผู้อื่น. พระองค์เองถูกเรียกว่าเป็นเพื่อนของคนบาป. สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่้เป็นเรื่องการขัดขวางแต่เป็นการเกิดขึ้นจากประสงค์ของพระเจ้า
ถาม: ผมควรเริ่มต้นจากตรงไหนดี?
ตอบ: เริ่มด้วยการตั้งคำถามเช่น “ผมจะมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะครอบครองทรัพย์สมบัติให้มากๆ?
เพื่อชื่อเสียง? หรือมีชีวิตที่ต้องถูกผลักดันด้วยแรงกดดันต่างๆ? ด้วยความรู้สึกผิด? ด้วยความรู้่สึกขมขื่น? ความหลงไหลในวัตถุ (นิยม)?
หรือว่าชีวิตผมควรจะถูกผลักดันด้วยวัตถุประสงค์ของพระเจ้า?
เมื่อผมตื่นขึ้นมาในตอนเช้า, นั่งอยู่ข้างเตียงแล้วพูดว่า “ข้าแต่พระเจ้า หากผมไม่ได้ทำอะไรที่
เป็นประโยชน์ในวันนี้, ก็ขอให้ผมมีความปรารถนาที่จะรู้จักพระองค์มากขึ้น รักพระองค์ได้มากยิ่งขึ้นๆ.” เมื่อสิ้นสุดวัน, หากผมรู้จักพระองค์มากขึ้น รักพระองค์ได้มากขึ้น, ผมถือว่า วันนั้นคือวันที่ผมประสพความสำเร็จแล้ว.
ในทางตรงกันข้าม, หากหมดวันแล้วผมยังไม่ได้รู้จักพระองค์ดีขึ้น, ไม่ได้รักพระองค์มากขึ้น,
นั่นเท่ากับว่า ผมได้พลาดวัตถุประสงค์ที่สำคัญข้อแรกของชีวิตไป, และวันนั้นถือว่าเป็นวันที่เสียไปอย่างเปล่าๆ. เพราะพระองค์ไม่ได้ปรารถนาให้ผมอยู่บนโลกนี้เพียงแค่ทำสิ่งที่จะต้องทำให้สำเร็จ (To do list) เท่านั้น. แต่พระองค์สนใจว่าผมเป็นคนอย่างไรมากกว่าสนใจว่าผมได้ทำอะไร. นั่นคือเหตุผลที่คนถึงถูกเรียกว่ามนุษย์ (human-being) ไม่ใช่ human-doing
ถาม: ปีที่ผ่านมานี้เป็นอย่างไรครับ ไม่ใช่แค่เรื่องยอดขายของหนังสือ แต่รวมถึงเรื่องอาการมะเร็งของภรรยาคุณด้วย?
ตอบ: เราค้นพบอย่างรวดเร็วว่า แม้จะมีการอธิษฐานเผื่อนับร้อยนับพันจากผู้คน, แต่พระเจ้า
ก็ไม่ได้ทรงรักษาเคย์ หรือไม่ได้ทำให้ง่ายขึ้นสำหรับเธอ. มันเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างลำบากมากๆสำหรับเธอ, แต่แล้วพระเจ้าก็ได้เสริมสร้างบุคลิกภาพของเธอ เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเธอ,
ทำให้เธอได้เริ่มพันธกิจใหม่ๆ ในการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น, ให้เธอได้เป็นพยานชีวิต, ดึงเธอให้เข้าใกล้พระองค์และกับผู้คน ซึ่งนั้นก็คือวัตถุประสงค์ทั้ง5ที่เรากำลังพูดถึงกันมาตลอดนั้นเอง
คุณต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับสิ่งที่ดีและที่เลวร้ายในชีวิต. แท้จริงแล้ว, บางครั้งการเรียนรู้ที่จะรับมือกับสิ่งดีๆนั่นยากกว่าซะอีก. ตัวอย่างเช่นในปีที่ผ่านมา, ปุ๊ปปั๊ป หนังสือก็มียอดขายถึง 15 ล้านเล่ม. นั่นมันทำให้ผมร่ำรวยขึ้นมาอย่างทันทีทันใด, แต่มันก็นำพาชื่อเสียงที่ครึกโครมมาให้ผมด้วย. ซึ่งเป็นอะไรที่ผมไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเกี่ยวข้องด้วยมาก่อนเลย
ผมไม่คิดว่าพระเจ้าจะให้เงินทองหรือชื่อเสียงแก่คุณเพียงเพื่อเสริมอีโ้ก้ให้กับตัวคุณเองหรือเพื่อให้คุณใช้ชีวิตสุขสบายอย่างคนเห็นแก่ตัวเท่าันั้น. ดังนั้นผมจึงได้เริ่มถามพระองค์ว่า “พระองค์ต้องการให้ผมทำอะไรกับเงินก้อนนี้ กับชื่อเสียงนี้ กับอิทธิพลที่ผมจะโน้มน้าวผู้ื่อื่นได้”
พระองค์ตอบผมโดยให้วจนะที่แตกต่างกัน 2ประการแก่ผม ซึ่งช่วยให้เราตัดสินได้ว่าจะต้องทำอย่างไร อย่างแรกก็คือพระองค์ได้ให้พระวจนะใน 1โครินธ์ บทที่9 อาจารย์เปาโลกล่าวว่า
14คนที่ประกาศข่าวประเสริฐควรได้รับการเลี้ยงชีพด้วยข่าวประเสริฐ 18แล้วอะไรเล่าจะเป็นบำเหน็จของข้าพเจ้า คือเมื่อข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐ ข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์โดยไม่คิดค่าจ้าง เพื่อจะไม่ได้ใช้สิทธิ์ในข่าวประเสริฐนั้นอย่างเต็มที่
ซึ่งนั่นก็คือการที่อาจารย์เปาโลไม่ยอมใช้สิทธินี้ ก็เพื่อที่อาจารย์จะสามารถรับใช้พระเจ้าได้อย่างอิสระได้ โดยไม่ต้องตกเป็นทาสหรือขึ้นอยู่กับมนุษย์ผู้ใด ดังนั้น เราทั้งสองเลยได้ตัดสินใจออกมาเป็น 4ประการด้วยกัน
แม้ว่ามีีเงินทองเข้ามามากมาย เราทั้งคู่ก็จะไม่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของเราแม้แต่น้อย เราไม่ซื้อข้าวของแพงๆ หรูหรา หรือข้าวของชิ้นใหญ่ อะไรทั้งนั้น
ประมาณราวๆครึ่งปีที่แล้ว ผมได้หยุดรับเงินเดือนจากคริสตจักร
เราได้จัดตั้งมูลนิธิขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่สนับสนุนความคิดริเริ่มของเราที่เรียกว่า “เดอะพีซแพลน THE PEACE PLAN” ซึ่งก็คือ
Planting-การสร้างคริสตจักรใหม่ๆ
Equip-เสริมสร้างขีดความสามารถให้กับผู้นำ
Assist ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ยากไร้
Care ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยและ
Educate การให้ความรู้แก่คนรุ่นต่อๆไป
ผมได้คำนวณเงินทั้งหมดที่คริสตจักรได้ให้กับผมมาตลอด 24ปี ตั้งแต่ผมเริ่มสร้างคริสตจักรแห่งนี้ ผมได้นำเงินทั้งหมดคืนกลับไป ซึ่งมันเป็นเหมือนกับเสรีภาพที่ทำให้ผมได้รับใช้พระเจ้าได้อย่างเต็มที่ ได้อย่างอิสระด้วยจิตใจของผม โดยไม่ต้องมีค่าจ้าง
จากนั้น เมื่อเราพูดถึงอิทธิพลต่อผู้ัื่อื่นที่พระเจ้าให้ไว้กับผม พระองค์ได้ชี้แนะให้ผม
ในพระธรรมสดุดีบทที่ 72 เป็นคำอธิษฐานของโซโลมอนที่วิงวอนขอพระเจ้าให้เขามีอิทธิพลต่อผู้ือื่นมากยิ่งขึ้น เมื่อคุณเริ่มอ่านสดุดีบทนี้ ตอนแรกมันดูเหมือนเป็นคำอธิษฐานที่เห็นแก่ตัว ในเวลานั้นโซโลมอนเองเป็นคนที่ฉลาดที่สุด รวยที่สุด เป็นคนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังต้องการให้พระเจ้าให้เขามีอำนาจมากขึ้น มีอิทธิพลมากขึ้น
แต่เมื่ออ่านต่อไปอีกจึงได้รู้ว่า เขาต้องการสิ่งนี้ก็เพื่อที่เขาจะได้ช่วยเหลือผู้ที่ถูกกดขี่ ปกป้องผู้ที่ต่อสู้กับความทุกข์ทรมาน ต่อสู้เพื่อผู้ที่อดอยากหิวโหย และขอสติปัญญาจากพระเจ้าเพื่อที่จะตัดสินในสิ่งต่างๆได้อย่างยุติธรรมด้วยความใส่ใจ ห่วงใย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วนี่ก็คือการดูแลผู้คนที่ถูกละเลยในสังคมนั้นเอง
สำหรับผมแล้ว, พระเจ้าได้ตรัสว่า “วัตถุประสงค์ที่ให้ผมมีอิทธิพลต่อผู้ื่อื่นนั้น ก็เพื่อให้ผมเป็นปากเสียงให้กับผู้ที่ไม่มีโอกาส ไม่มีปากเสียง”. นี่เองเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับผม.
ซึ่งผมต้องกลับใจใหม่และยอมรับว่า ปกติแล้วทั้งแม่หม้ายและเด็กกำพร้านั้น อยู่นอกสายตาผม. แต่ปัจจุบันนี้ พระองค์ตรัสกับผมว่า “เราได้มอบสถานภาพนี้ให้แก่เจ้า เพื่อให้เจ้าเป็นปากเสียงแทนผู้ที่ไร้โอกาสในสังคม” และผมได้ตอบพระองค์ไปว่า, “ผมตกลง”
เราตั้งใจที่จะใช้ความมั่งคั่งและอิทธิพลที่เรามีต่อผู้ื่อื่นนั้นไปดำเนินโครงการณ์ “เดอะพีซแพลน”
(THE PEACE PLAN) เพื่อผลักดันให้คริสตจักรนับร้อยนับพันแห่ง ให้เป็นปากเสียงแทนคนที่ไม่มีปากเสียง. นี่คือแนวทางใหม่หมดที่เราได้ทำ และผมรู้ว่านี่คือสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้ผมทำ.
วลีที่ผมนำมาใช้ให้กับชีวิตส่วนที่เหลือของผมก็คือ “จงดำเนินชีวิตเพื่อให้พระสิริของพระเจ้า
แผ่ขยายไปจนสุดปลายแผ่นดินโลก”
วัตถุประสงค์ต่างๆทั้งหมดที่มีนี้ ก็เพื่อสิ่งต่างๆเหล่านี้นั่นเอง
จิม เดลี่ บรรณาธิการบริหารนิตยสารดิซิชั่น
?บิลลี่ เกรแฮม องค์กรเพื่อการประกาศ; ภาพประกอบโดย เกร็ก ชไนเดอร์
จากนิตยสาร ดิซิชั่น ฉบับเดือนพฤษจิกายน 2004
เมื่อเร็วๆนี้ นิตยสารดิซิชั่น (Decision) ได้สัมภาษณ์ ริก วอร์เรน (ริก รับตำแหน่งรองประธาน
ในเดือนนี้ของพันธกิจบิลลี่ เกรแฮม ครูเสดแห่ง แอล.เอ) เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้และความสำเร็จจากหนังสือที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเขาอย่างไรบ้าง โดย จิม เดลี่
ถาม หนังสือของคุณ “ชีวิตที่ขับเคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์” เป็นหนังสือขายดีติดอันดับ (ที่ไม่ใช่นิยาย) คุณคิดว่าอะไรทำให้หนังสือเล่้มนี้โดนใจผู้คนมากอย่างนี้
ตอบ อย่างแรก, เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนเช่น “ฉันเกิดมาในโลกนี้ทำไม” ใครๆก็สนใจกับคำถามทำนองนี้ คำถามประเภท “ฉันมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร” หรือคำถามที่เกี่ยวข้องกับเป้่าหมายของชีวิตเช่น “อะไรคือเป้าหมายในการมีชีิวิตอยู่ของฉัน” หรือคำถามที่เกี่ยวข้องกับความสำคัญของชีวิตเช่น “ชีวิตฉันมีความสำคัญอะไรบ้างไม๊”
อย่างที่สอง, มันเข้าใจง่าย. ผมทำงานอย่างหนักที่จะทำให้มัน อ่านง่าย เข้าใจง่าย ผมเชื่อว่า
ไม่มีอะไรใหม่แม้แต่ข้อเดียวในหนังสือเล่มนี้ ที่ยังไม่เคยถูกกล่าวถึงมาก่อนในหนังสือคริสเตีียนทั่วไป. มันก็แค่ว่า ผู้คนในแต่ละยุคแต่ละรุ่นก็จะได้ยินได้อ่านกันใหม่อีกซักครั้ง ---ว่าเรามีชีิวิตอยู่ก็เพื่อที่ จะนมัสการพระเจ้า ออกไปประกาศข่าวประเสริฐ มีสามัคคีธรรม ดำเนินชีวิตให้เหมือนกับพระคริสต์ (Discipleship) และดำเนินพันธกิจแห่งการรับใช้
อย่างที่สาม, หนังสือเล่มนี้เป็็นแนว “ต่อต้านหนังสือประเภททำอย่างไรถึงจะ.....” มันขึ้นต้นบรรทัดแรกด้วยคำว่า”เรื่องนี้ ไม่เกี่ยวกับคุณ.” แต่มันน่าขำที่หนังสือเล่มนี้เองกลับถูกจัดอยู่ในหมวด “หนังสือประเภททำอย่างไรถึงจะ......” คุณทดลองตั้งชื่อหนังสืออื่นๆสักเล่มดู หนังสือประเภททำอย่างไรถึงจะ........ ที่ขึ้นต้นบรรทัีดว่า “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณ” ดูสิ
ผมคิดว่าผู้คนกำลังเบื่อหน่ายกับวัฒนธรรมที่เห็นแก่ตัว-เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง หรือวัฒนธรรมที่หลงไหลและชื่นชมในตัวเอง. พวกเขารู้สึกว่า มันน่าที่จะมีอะไรที่สำคัญยิ่งกว่าแค่การ “การพยายามทำทุกอย่างเพื่อเติมเต็มให้กับตัวเอง” และแน่นอน มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ๆ
เพราะเราถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าและก็เพื่อพระเจ้า, จนกว่าเราจะเข้าใจในความจริงข้อนี้, ไม่เช่นนั้น ถึงยังมีชีวิตอยู่ก็อยู่โดยปราศจากความหมาย
ถาม ดังนั้น คุณเลยต้องการช่วยให้คริสเตียนมีความเข้าใจมากขึ้น ในมุมมองที่กว้างขึ้น?
ตอบ ใช่แล้ว. ผู้คนถามผมว่า “อะไรคือจุดมุ่งหมายของชีวิต?” ผมตอบว่า “เอาอย่างย่อๆนะ,
ชีวิตก็คือการเตรียมพร้อมสำหรับนิรันดร์กาล” เราถูกสร้างขึ้นเพื่อให้อยู่ยืนยงตลอดไป, พระเจ้าต้องการให้เราอยู่ในสวรรค์กับพระองค์ สักวันหนึ่ง หัวใจของผมก็จะหยุดเต้น, และนั่นจะเป็นจุดจบของร่างกายผม- แต่ไม่ใช่จุดจบของผม
ผมอาจจะมีชีวิตอยู่ 60 ถึง100ปี บนโลกนี้, แต่ผมจะอยู่ไปอีกเป็นล้านๆปี ในนิรันดร์กาล.
นี้เป็นฉากการเตรียมตัวให้พร้อมเท่านั้น, เป็นเหมือนการซ้อมใหญ่. พระเจ้าต้องการให้เราได้ฝึกหัดการใช้ชีวิตบนโลกนี้ในสิ่งที่เราต้องทำตลอดไปในนิรันดร์กาล.
ถาม: คุณจะนำหลักการยิ่งใหญ่แบบนี้ไปประยุกต์ใช้กับชีวิตอย่างไร?
ตอบ: มันต้องใช้ทั้งวินัยและนิสัย, ชีวิตก็คือการเผชิญกับปัญหาที่ต่อเนื่อง: ไม่ว่าตอนนี้เองที่คุณก็กำลังเผชิญอยู่กับปัญหา, หรืออาจเพิ่งเสร็จสิ้นจากการแก้ปัญหา, หรือกำลังเตรียมที่จะเผชิญกับอีกปัญหาที่กำลังจะเข้ามา.
เหตุผลในเรื่องนี้ก็คือ เพราะพระเจ้าสนใจในคุณลักษณะ (Character) ของตัวคุณมากกว่าสนใจในความสะดวกสบายของคุณ. พระเจ้าสนใจที่จะทำให้ชีวิตของบริสุทธ์มากกว่าทำให้ชีวิตของคุณสนุกสนาน. เราสามารถมีความสุข สนุกสนานอย่างพอเหมาะพอควรบนโลกนี้ได้, แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายของชีวิต. เป้าหมายก็คือการมีคุณลักษณะที่เติบโต มีคุณลักษณะที่เหมือนกับพระเยซูคริสต์.
ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตผม แต่ก็เป็นปีที่ยากลำบากที่สุดด้วย. ภรรยาของผม เคย์,
เธอเป็นมะเร็ง.
ผมเคยคิดว่าชีวิตเปรียบเสมือนเนินเขากับหุบเขา คุณเดินผ่านเวลาอันมืดมิด, แต่แล้วคุณก็เดินขึ้นสู่ยอดเขา, ไปกลับสลับอยู่อย่างนั้น. แต่ผมไม่เชื่อแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว. แทนที่จะเป็นเนินเขากับหุบเขา, ผมเชื่อว่าชีวิตนั้นเป็นเหมือนคู่ขนานของทางรถไฟ, ตลอดเวลาคุณจะเผชิญกับสิ่งดีๆและสิ่งไม่ดีในชีวิต.
ไม่ว่าจะมีสิ่งดีๆอะไรเกิดขึ้นในชีวิตของคุณ มันจะมีสิ่งร้ายๆเข้ามารอให้ต้องไปจัดการ.
และแม้ว่าจะมีสิ่งเลวร้ายอะไรเกิดขึ้นในชีวิต มันก็จะมีสิ่งดีๆให้คุณสามารถขอบคุณพระเจ้าได้เสมออีกเช่นกัน.
คุณสามารถมุ่งมั่นจดจ่อกับวัตถุประสงค์ของคุณ หรือจะจมอยู่กับปัญหาของคุณเอง.
ถ้าคุณจดจ่อที่ปัญหาของคุณเอง คุณก็จะจมลงสู่วังวนในเรื่องตัวตนของคุณเอง ซึ่งก็คือปัญหาของฉัน, เรื่องของฉัน, ความทุกข์ของฉัน. แต่หนึ่งในวิธีง่ายๆที่สุดอันหนึ่งที่จะกำจัดความเจ็บปวดนี้ ก็คือการเบนเป้าหมายให้พ้นไปจากตัวคุณเอง และมุ่งความสนใจไปที่พระเจ้าและคนอื่นๆแทน.
ถาม: คุณต้องใช้เวลาอยู่นานไม๊ในการกลั่นกรอง “ชีวิตที่ขับเคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์” ออกมาเป็น 5วัตถุประสงค์ คือการนมัสการ, การเติบโตในพระคริสต์, การประกาศข่าวประเสริฐ, การมีสามัคคีธรรม และการทำพันธกิจ.
ตอบ: ในขณะที่ผมศึกษาพระวจนะนั้น ผมได้เขียนหนังสือ “คริสตจักรที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์” ในเวลานั้นเอง ผมได้พิจารณาและเริ่มเห็นว่า “อะไรกันแน่ที่เป็นวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของคริสตจักร?” ผมเริ่มมองเห็นโครงสร้างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกที่ปรากฎอยู่ในพระวจนะ
พระเจ้าต้องการให้คริสตจักรเป็นสถานที่ที่ๆมานมัสการพระองค์, เป็นที่ที่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้คนให้เติบโตขึ้นในความเชื่อ นำคนมาถึงความรอดผ่านทางการประกาศ เป็นที่ๆเกิดสามัคคีธรรม และเป็นสถานที่ในการทำพันธกิจที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้คน.
และผมเชื่อว่า สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่เป็นวัตถุประสงค์ของคริสตจักรเท่านั้น แต่มันยังเป็นวัตถุประสงค์ของทุกๆผู้คนด้วย
ประโยคที่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุดของ 5วัตถุประสงค์ก็คือ “พระมหาบัญญัติและพระมหาบัญชา” เราติดป้ายข้อความที่คริสตจักรของเราว่า “ความมุ่งมั่้นแน่วแน่ที่เรามีต่อพระมหาบัญญัติและพระมหาบัญชานั้น จะก่อให้เกิดคริสเตียนที่เกิดผล”
เราได้2วัตถุประสงค์จาก พระมหาบัญญัติ และ 3วัตถุประสงค์จากพระมหาบัญชา.
พระมหาบัญญัติที่กล่าวไว้ในแมททิว 22:35 “จงรักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน” นั่นก็คือการนมัสการ.จากนั้น “จงรักเพื่อนบ้านของท่านเหมือนรักตัวเอง” นั่นคือการทำพันธกิจ
สำหรับพระมหาบัญชาที่กล่าวไว้ในแมทธิว 28:18-20 “เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ” นั่นคือ การออกไปประกาศข่าวประเสริฐขององค์พระเยซูคริสต์.
จากนั้นพระเยซูได้ตรัสว่า “สอนเขาทั้งหลายให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกท่านไว้”
นั้นคือ การเป็นเหมือนกับพระองค์ (Discipleship)
และพระเยซูยังได้บอกต่อว่า “ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์” และวัตถุประสงค์ที่ 5 ก็คือการมีสามัคคีธรรม
ผมอาจจะมีชีวิตอยู่ 60ปี ถึง100ปี บนโลกนี้, แต่ผมจะอยู่ไปอีกเป็นล้านๆปี ในนิรันดร์กาล. นี้เป็นฉากการเตรียมตัวให้พร้อมเท่านั้น, เป็นเหมือนการซ้อมใหญ่ พระเจ้าต้องการให้เราได้ฝึกหัดการใช้ชีวิตบนโลกนี้ในสิ่งที่เราต้องทำตลอดไปในนิรันดร์กาล
-----ริก วอร์เรน
ถาม: พระเยซูเป็นแบบอย่างของการมีชีิวิตที่มีวัตถุประสงค์ แต่ก็มักจะเผชิญกับการถูกขัดขวาง?
ตอบ: นั่นเป็นเพราะว่าวัตถุประสงค์หนึ่งในนั้นก็คือการทำพันธกิจกับผู้คน. พวกเขาไม่ใช่สิ่งที่ขัดขวางหรือรบกวน; แท้จริงแล้ว พวกเขาคือส่วนหนึ่งของแผนการณ์ของพระเจ้า.
ถ้าเราต้องการเป็นเหมือนดั่งพระคริสต์และต้องการให้ชีวิตของเราสอดคล้องกับพระลักษณะของพระองค์. นั่นคือสิ่งที่เราจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อที่จะรักคนอื่นให้เป็น.
คุณต้องรู้ัจักสร้างสานความสัมพันธ์ที่ดี หากคุณต้องการที่เติบโตในทางจิตวิญญาณ.
ในบางศาสนานั้น ผู้ทรงศีลจะแยกตัวออกสันโดษ-อยู่บนเขา เขาจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับมลทินต่างๆของโลกโดยสิ้นเชิง. แต่พระเยซูนั้นกลับทำตรงกันข้าม.
พระองค์ตรัสว่า วิธีที่คุณจะบริสุทธิ์ได้ก็โดยการรักผู้อื่น. พระองค์เองถูกเรียกว่าเป็นเพื่อนของคนบาป. สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่้เป็นเรื่องการขัดขวางแต่เป็นการเกิดขึ้นจากประสงค์ของพระเจ้า
ถาม: ผมควรเริ่มต้นจากตรงไหนดี?
ตอบ: เริ่มด้วยการตั้งคำถามเช่น “ผมจะมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะครอบครองทรัพย์สมบัติให้มากๆ?
เพื่อชื่อเสียง? หรือมีชีวิตที่ต้องถูกผลักดันด้วยแรงกดดันต่างๆ? ด้วยความรู้สึกผิด? ด้วยความรู้่สึกขมขื่น? ความหลงไหลในวัตถุ (นิยม)?
หรือว่าชีวิตผมควรจะถูกผลักดันด้วยวัตถุประสงค์ของพระเจ้า?
เมื่อผมตื่นขึ้นมาในตอนเช้า, นั่งอยู่ข้างเตียงแล้วพูดว่า “ข้าแต่พระเจ้า หากผมไม่ได้ทำอะไรที่
เป็นประโยชน์ในวันนี้, ก็ขอให้ผมมีความปรารถนาที่จะรู้จักพระองค์มากขึ้น รักพระองค์ได้มากยิ่งขึ้นๆ.” เมื่อสิ้นสุดวัน, หากผมรู้จักพระองค์มากขึ้น รักพระองค์ได้มากขึ้น, ผมถือว่า วันนั้นคือวันที่ผมประสพความสำเร็จแล้ว.
ในทางตรงกันข้าม, หากหมดวันแล้วผมยังไม่ได้รู้จักพระองค์ดีขึ้น, ไม่ได้รักพระองค์มากขึ้น,
นั่นเท่ากับว่า ผมได้พลาดวัตถุประสงค์ที่สำคัญข้อแรกของชีวิตไป, และวันนั้นถือว่าเป็นวันที่เสียไปอย่างเปล่าๆ. เพราะพระองค์ไม่ได้ปรารถนาให้ผมอยู่บนโลกนี้เพียงแค่ทำสิ่งที่จะต้องทำให้สำเร็จ (To do list) เท่านั้น. แต่พระองค์สนใจว่าผมเป็นคนอย่างไรมากกว่าสนใจว่าผมได้ทำอะไร. นั่นคือเหตุผลที่คนถึงถูกเรียกว่ามนุษย์ (human-being) ไม่ใช่ human-doing
ถาม: ปีที่ผ่านมานี้เป็นอย่างไรครับ ไม่ใช่แค่เรื่องยอดขายของหนังสือ แต่รวมถึงเรื่องอาการมะเร็งของภรรยาคุณด้วย?
ตอบ: เราค้นพบอย่างรวดเร็วว่า แม้จะมีการอธิษฐานเผื่อนับร้อยนับพันจากผู้คน, แต่พระเจ้า
ก็ไม่ได้ทรงรักษาเคย์ หรือไม่ได้ทำให้ง่ายขึ้นสำหรับเธอ. มันเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างลำบากมากๆสำหรับเธอ, แต่แล้วพระเจ้าก็ได้เสริมสร้างบุคลิกภาพของเธอ เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเธอ,
ทำให้เธอได้เริ่มพันธกิจใหม่ๆ ในการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น, ให้เธอได้เป็นพยานชีวิต, ดึงเธอให้เข้าใกล้พระองค์และกับผู้คน ซึ่งนั้นก็คือวัตถุประสงค์ทั้ง5ที่เรากำลังพูดถึงกันมาตลอดนั้นเอง
คุณต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับสิ่งที่ดีและที่เลวร้ายในชีวิต. แท้จริงแล้ว, บางครั้งการเรียนรู้ที่จะรับมือกับสิ่งดีๆนั่นยากกว่าซะอีก. ตัวอย่างเช่นในปีที่ผ่านมา, ปุ๊ปปั๊ป หนังสือก็มียอดขายถึง 15 ล้านเล่ม. นั่นมันทำให้ผมร่ำรวยขึ้นมาอย่างทันทีทันใด, แต่มันก็นำพาชื่อเสียงที่ครึกโครมมาให้ผมด้วย. ซึ่งเป็นอะไรที่ผมไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเกี่ยวข้องด้วยมาก่อนเลย
ผมไม่คิดว่าพระเจ้าจะให้เงินทองหรือชื่อเสียงแก่คุณเพียงเพื่อเสริมอีโ้ก้ให้กับตัวคุณเองหรือเพื่อให้คุณใช้ชีวิตสุขสบายอย่างคนเห็นแก่ตัวเท่าันั้น. ดังนั้นผมจึงได้เริ่มถามพระองค์ว่า “พระองค์ต้องการให้ผมทำอะไรกับเงินก้อนนี้ กับชื่อเสียงนี้ กับอิทธิพลที่ผมจะโน้มน้าวผู้ื่อื่นได้”
พระองค์ตอบผมโดยให้วจนะที่แตกต่างกัน 2ประการแก่ผม ซึ่งช่วยให้เราตัดสินได้ว่าจะต้องทำอย่างไร อย่างแรกก็คือพระองค์ได้ให้พระวจนะใน 1โครินธ์ บทที่9 อาจารย์เปาโลกล่าวว่า
14คนที่ประกาศข่าวประเสริฐควรได้รับการเลี้ยงชีพด้วยข่าวประเสริฐ 18แล้วอะไรเล่าจะเป็นบำเหน็จของข้าพเจ้า คือเมื่อข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐ ข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์โดยไม่คิดค่าจ้าง เพื่อจะไม่ได้ใช้สิทธิ์ในข่าวประเสริฐนั้นอย่างเต็มที่
ซึ่งนั่นก็คือการที่อาจารย์เปาโลไม่ยอมใช้สิทธินี้ ก็เพื่อที่อาจารย์จะสามารถรับใช้พระเจ้าได้อย่างอิสระได้ โดยไม่ต้องตกเป็นทาสหรือขึ้นอยู่กับมนุษย์ผู้ใด ดังนั้น เราทั้งสองเลยได้ตัดสินใจออกมาเป็น 4ประการด้วยกัน
แม้ว่ามีีเงินทองเข้ามามากมาย เราทั้งคู่ก็จะไม่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของเราแม้แต่น้อย เราไม่ซื้อข้าวของแพงๆ หรูหรา หรือข้าวของชิ้นใหญ่ อะไรทั้งนั้น
ประมาณราวๆครึ่งปีที่แล้ว ผมได้หยุดรับเงินเดือนจากคริสตจักร
เราได้จัดตั้งมูลนิธิขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่สนับสนุนความคิดริเริ่มของเราที่เรียกว่า “เดอะพีซแพลน THE PEACE PLAN” ซึ่งก็คือ
Planting-การสร้างคริสตจักรใหม่ๆ
Equip-เสริมสร้างขีดความสามารถให้กับผู้นำ
Assist ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ยากไร้
Care ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยและ
Educate การให้ความรู้แก่คนรุ่นต่อๆไป
ผมได้คำนวณเงินทั้งหมดที่คริสตจักรได้ให้กับผมมาตลอด 24ปี ตั้งแต่ผมเริ่มสร้างคริสตจักรแห่งนี้ ผมได้นำเงินทั้งหมดคืนกลับไป ซึ่งมันเป็นเหมือนกับเสรีภาพที่ทำให้ผมได้รับใช้พระเจ้าได้อย่างเต็มที่ ได้อย่างอิสระด้วยจิตใจของผม โดยไม่ต้องมีค่าจ้าง
จากนั้น เมื่อเราพูดถึงอิทธิพลต่อผู้ัื่อื่นที่พระเจ้าให้ไว้กับผม พระองค์ได้ชี้แนะให้ผม
ในพระธรรมสดุดีบทที่ 72 เป็นคำอธิษฐานของโซโลมอนที่วิงวอนขอพระเจ้าให้เขามีอิทธิพลต่อผู้ือื่นมากยิ่งขึ้น เมื่อคุณเริ่มอ่านสดุดีบทนี้ ตอนแรกมันดูเหมือนเป็นคำอธิษฐานที่เห็นแก่ตัว ในเวลานั้นโซโลมอนเองเป็นคนที่ฉลาดที่สุด รวยที่สุด เป็นคนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังต้องการให้พระเจ้าให้เขามีอำนาจมากขึ้น มีอิทธิพลมากขึ้น
แต่เมื่ออ่านต่อไปอีกจึงได้รู้ว่า เขาต้องการสิ่งนี้ก็เพื่อที่เขาจะได้ช่วยเหลือผู้ที่ถูกกดขี่ ปกป้องผู้ที่ต่อสู้กับความทุกข์ทรมาน ต่อสู้เพื่อผู้ที่อดอยากหิวโหย และขอสติปัญญาจากพระเจ้าเพื่อที่จะตัดสินในสิ่งต่างๆได้อย่างยุติธรรมด้วยความใส่ใจ ห่วงใย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วนี่ก็คือการดูแลผู้คนที่ถูกละเลยในสังคมนั้นเอง
สำหรับผมแล้ว, พระเจ้าได้ตรัสว่า “วัตถุประสงค์ที่ให้ผมมีอิทธิพลต่อผู้ื่อื่นนั้น ก็เพื่อให้ผมเป็นปากเสียงให้กับผู้ที่ไม่มีโอกาส ไม่มีปากเสียง”. นี่เองเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับผม.
ซึ่งผมต้องกลับใจใหม่และยอมรับว่า ปกติแล้วทั้งแม่หม้ายและเด็กกำพร้านั้น อยู่นอกสายตาผม. แต่ปัจจุบันนี้ พระองค์ตรัสกับผมว่า “เราได้มอบสถานภาพนี้ให้แก่เจ้า เพื่อให้เจ้าเป็นปากเสียงแทนผู้ที่ไร้โอกาสในสังคม” และผมได้ตอบพระองค์ไปว่า, “ผมตกลง”
เราตั้งใจที่จะใช้ความมั่งคั่งและอิทธิพลที่เรามีต่อผู้ื่อื่นนั้นไปดำเนินโครงการณ์ “เดอะพีซแพลน”
(THE PEACE PLAN) เพื่อผลักดันให้คริสตจักรนับร้อยนับพันแห่ง ให้เป็นปากเสียงแทนคนที่ไม่มีปากเสียง. นี่คือแนวทางใหม่หมดที่เราได้ทำ และผมรู้ว่านี่คือสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้ผมทำ.
วลีที่ผมนำมาใช้ให้กับชีวิตส่วนที่เหลือของผมก็คือ “จงดำเนินชีวิตเพื่อให้พระสิริของพระเจ้า
แผ่ขยายไปจนสุดปลายแผ่นดินโลก”
วัตถุประสงค์ต่างๆทั้งหมดที่มีนี้ ก็เพื่อสิ่งต่างๆเหล่านี้นั่นเอง
จิม เดลี่ บรรณาธิการบริหารนิตยสารดิซิชั่น
?บิลลี่ เกรแฮม องค์กรเพื่อการประกาศ; ภาพประกอบโดย เกร็ก ชไนเดอร์
จากนิตยสาร ดิซิชั่น ฉบับเดือนพฤษจิกายน 2004
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

