วันนี้ผมขอเสนอผลงานของไทยท่ีน่าภาคภูมิใจมากครับ เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เร่ือง "โหมโรง" ช่ือ "คำหวาน" โดยรายการคุณพระช่วย ได้มาทำดนตรีบรรเลงแบบออร์เคสตร้า
http://bit.ly/t4O8CP
ฟังแล้วน้ำตาไหลเลย ซาบซ้ำมากครับ ไพเราะมากๆ ดนตรีไม่ควรถูกแบ่งเก่าใหม่หรือตะวันตกตะวันออก โบราณหรือทันสมัย นี้เป็นตัวอย่างการผสมผสานความแตกต่างของเคร่ืองดนตรีท่ีลงตัวมาก หากไม่มีความต่างดนตรีก็จะไม่ไพเราะอย่างนี้ มนุษย์ก็เช่นกัน ต่างคนต่างกันต้องอยู่รวมกันเป็นสังคมจึงจะสมบูรณ์ได้
วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554
วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2554
จดหมายหนุนใจ
ผมกำลังเตรียมตัวไปสมัครงานท่ีแห่งหนึ่งถ้าได้แล้วจะบอกนะครับ มาน่ังทำการบ้านศึกษาเร่ื่องงาน เอาสมุดเก่ามานั่งเขียนแผนธุรกิจได้เจอข้อความเก่าท่ีมีน้องสาวคนหน่ึงเขียนปลอบใจผม เม่ือ 5 ปีก่อน เวลาน้ันสภาพจิตใจผมย่ำแย่มากๆ หมดกำลังใจ ไม่มีความม่ันใจ ไม่มีความหวังสำหรับอนาคตของตัวเอง ก็คนพึงทำโรงงานเจ๊งจะให้หัวเราะหรือครับ หมดอาลัยตายอยาก
อ่านข้อความน้ัน ซาบซึ้งใจนะครับเวลาเราล้ม ยังคนคอยให้กำลังใจบาง แต่มองย้อนกลับไป จากเหตุการณ์คร้ังน้ัน ผมเองยังไม่ได้เรียนรู้บทเรียนอันล่ำค่า ต้องผ่านมาหลายปีกว่าจะคิดได้ว่า ชีวิตคนเราไม่ได้สวยงามไปทุกเร่ือง ความสำเร็จและความล้มเหลวก็เป็นเร่ืองธรรมดาของชีวิต ปัจจุบันผมมีลูกแล้ว เธอยังเป็นเด็กเล็กยังยืนเดินเองไม่ได้ ล้มลุกคลุกคลานหลายคร้ังต่อหลายคร้ัง หากเด็กคิดว่าเม่ือล้มแล้วมันเจ็บมันไม่ดีไม่อยากเจ็บอีก จึงไม่ยอมฝึกเดินต่อ เด็กคนน้ันเม่ือโตแล้วก็ยังคงคลานอยู่บนพื้น มันคงเป็นภาพท่ีไม่น่าดูสักเท่าไร
หากเราล้มแล้วเข้าใจมันว่าเป็นเร่ืองปกติของชีวิต มีบทเรียนให้เราได้เรียนรู้ หากมีใครใจแคบไม่ให้โอกาสเราได้เร่ิมต้นใหม่ เราก็ต้องให้โอกาสตัวเองเสมอนะครับ
อ่านข้อความน้ัน ซาบซึ้งใจนะครับเวลาเราล้ม ยังคนคอยให้กำลังใจบาง แต่มองย้อนกลับไป จากเหตุการณ์คร้ังน้ัน ผมเองยังไม่ได้เรียนรู้บทเรียนอันล่ำค่า ต้องผ่านมาหลายปีกว่าจะคิดได้ว่า ชีวิตคนเราไม่ได้สวยงามไปทุกเร่ือง ความสำเร็จและความล้มเหลวก็เป็นเร่ืองธรรมดาของชีวิต ปัจจุบันผมมีลูกแล้ว เธอยังเป็นเด็กเล็กยังยืนเดินเองไม่ได้ ล้มลุกคลุกคลานหลายคร้ังต่อหลายคร้ัง หากเด็กคิดว่าเม่ือล้มแล้วมันเจ็บมันไม่ดีไม่อยากเจ็บอีก จึงไม่ยอมฝึกเดินต่อ เด็กคนน้ันเม่ือโตแล้วก็ยังคงคลานอยู่บนพื้น มันคงเป็นภาพท่ีไม่น่าดูสักเท่าไร
หากเราล้มแล้วเข้าใจมันว่าเป็นเร่ืองปกติของชีวิต มีบทเรียนให้เราได้เรียนรู้ หากมีใครใจแคบไม่ให้โอกาสเราได้เร่ิมต้นใหม่ เราก็ต้องให้โอกาสตัวเองเสมอนะครับ
วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2554
จุดรวมท่ีเหมือนกัน
หากมีเร่ืองร้ายๆ เร่ืองไม่ดีเกิดกับเราบ่อยๆ ผมจะเริ่มต้ังข้อสงสัยว่า ในเหตุการณ์น้ันกำลังมีการส่ือสารอะไรจากพระเจ้ามาถึงเรา ต้องมีข้อความบางอย่างในเหตุการณ์น้ันๆ
ส่ิงท่ีเกิดซ้ำๆ เรื่องท่ีผมจะเล่าให้ฟัง มันเป็นเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้นกับเพ่ือนผม ผมจะเรียกเขาส้ันๆ ว่า "ลิง" ลิงได้ช่วยหมูครอบครัวหน่ึง ยามเม่ือครอบครัวหมูเดือดร้อน วันหน่ึงเงินของหมูหายไป ครอบครัวหมูกล่าวหาว่า ลิงเป็นคนขโมย ลิงน้ันบาดเจ็บจากการถูกกล่าวหาจาก หมูท่ีตนเคยช่วยไว้ ลิงได้ออกไปจากป่าแห่งน้ัน
ลิงไปอยู่ป่าแห่งใหม่ มีน้ำท่วมใหญ่มา หมูท้ังฝูงมารับการช่วยเหลือจากลิง ท้ังๆ ท่ีลิงช่วยด้วยใจไม่ได้รับเงินค่าจ้างแต่บาทเดียว หมูเป็นร้อยนั่งกินนอนกิน แถมยังบ่นว่าพวกลิงไม่กี่ตัวว่าอาหารล่าช้า อาหารไม่พอ
วันหน่ึงหมูท่ีเคยกล่าวหาลิงว่าเป็นขโมย โทรมาขอความช่วยเหลือว่าบ้านลิงว่างไหม บ้านหมูน้ำท่วมจะมาขออาศัย
ลิงเพ่ือนผมโกรธมาก ท่ีหมูหน้าด้านมาขอความช่วยเหลือลิงอีก
มาถึงตรงนี้ผมกลับเห็นว่าเหตุการณ์ของหมูหน้าด้านกับฝูงหมูไม่รู้บุญคุณ มันเป็นเร่ืองเดียวกัน
คนประเภทนี้มีอยู่จริงในทุกท่ีทุกแห่ง คนท่ีเราทำดีกับมันอย่างไรก็ไม่มีวันสำนึกในบุญคุณน้ันๆ โดยส่วนตัวผมเข้าใจเพ่ือนลิงของผมมาก แต่ชีวิตคือการเรียนรู้ และสถานะการณ์คือแบบทดสอบ
จิตใจท่ีดีเป็นเร่ืองท่ีต้องสร้างและรักษาไว้ จะให้พวกหมูช่ัวๆ มาทำลายไม่ได้ ยังมีพวกลิงดีๆ อีกเยอะครับ
ส่ิงท่ีเกิดซ้ำๆ เรื่องท่ีผมจะเล่าให้ฟัง มันเป็นเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้นกับเพ่ือนผม ผมจะเรียกเขาส้ันๆ ว่า "ลิง" ลิงได้ช่วยหมูครอบครัวหน่ึง ยามเม่ือครอบครัวหมูเดือดร้อน วันหน่ึงเงินของหมูหายไป ครอบครัวหมูกล่าวหาว่า ลิงเป็นคนขโมย ลิงน้ันบาดเจ็บจากการถูกกล่าวหาจาก หมูท่ีตนเคยช่วยไว้ ลิงได้ออกไปจากป่าแห่งน้ัน
ลิงไปอยู่ป่าแห่งใหม่ มีน้ำท่วมใหญ่มา หมูท้ังฝูงมารับการช่วยเหลือจากลิง ท้ังๆ ท่ีลิงช่วยด้วยใจไม่ได้รับเงินค่าจ้างแต่บาทเดียว หมูเป็นร้อยนั่งกินนอนกิน แถมยังบ่นว่าพวกลิงไม่กี่ตัวว่าอาหารล่าช้า อาหารไม่พอ
วันหน่ึงหมูท่ีเคยกล่าวหาลิงว่าเป็นขโมย โทรมาขอความช่วยเหลือว่าบ้านลิงว่างไหม บ้านหมูน้ำท่วมจะมาขออาศัย
ลิงเพ่ือนผมโกรธมาก ท่ีหมูหน้าด้านมาขอความช่วยเหลือลิงอีก
มาถึงตรงนี้ผมกลับเห็นว่าเหตุการณ์ของหมูหน้าด้านกับฝูงหมูไม่รู้บุญคุณ มันเป็นเร่ืองเดียวกัน
คนประเภทนี้มีอยู่จริงในทุกท่ีทุกแห่ง คนท่ีเราทำดีกับมันอย่างไรก็ไม่มีวันสำนึกในบุญคุณน้ันๆ โดยส่วนตัวผมเข้าใจเพ่ือนลิงของผมมาก แต่ชีวิตคือการเรียนรู้ และสถานะการณ์คือแบบทดสอบ
จิตใจท่ีดีเป็นเร่ืองท่ีต้องสร้างและรักษาไว้ จะให้พวกหมูช่ัวๆ มาทำลายไม่ได้ ยังมีพวกลิงดีๆ อีกเยอะครับ
วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ส่ิงสำคัญ
วันนี้มีคนถามผมว่าไม่เขียนเร่ืองน้ำท่วมหรือ ผมเองก็ไม่ได้ตอบเขาไปอย่างใจผมคิด เร่ืองน้ำท่วมผมกลับคิดว่าไม่ความสำคัญอะไรท่ีจะกล่าวถึงแม้ในเหตุการณ์น้ีสามารถสอบเราได้หลายเร่ือง
ขณะท่ีผมกำลังเดินทางไปโบสถ์ย่านสุขุมวิท บนรถไฟฟ้ามีโฆษณาหนังเร่ื่องใหม่ของ GTH. เร่ือง "Top Secret วัยรุ่นพันล้าน" เร่ืองจริงของเถ้าแก่น้อย ดูหนังตัวอย่างอยากไปดูมากๆ หนังเร่ืองนี้
กลับมาถึงบ้านได้ดูหนังตัวอย่างอีกท่ีใน YouTube มันสามารถทำให้หัวใจฮึกเหิมได้มากท่ีจะทำงานเพ่ือประสบความสำเร็จและได้รับความร่ำรวย
มาถึงตรงนี้ ผมเริ่มฉุคิดได้ว่าเริ่มคิดผิดประเด็นไปแล้วว่า อะไรคือสิ่งสำคัญ อะไรคือส่ิงท่ีใจเราปราถนา อะไรคือส่ิงท่ีพระเจ้าต้องการ ความสำเร็จหรือความร่ำรวย ช่ือเสียงการยอมรับทางสังคมหรือ
ผมอ่านชีวิตท่ีเคล่ือนไปด้วยวัตถุประสงค์ ประเด็นสำคัญอยู่ท่ีเราทำในส่ิงท่ีเป็นเรา เถ้าแก่น้อยเป็นเถ้าแก่น้อย คุณตันเป็นคุณตัน Steve Jobs เป็น Steve Jobs และผมก็เป็นผม ทำในส่ิงที่เราเป็น สิ่งท่ีเรารัก ส่ิงท่ีพระเจ้ามอบให้เราทำ และเราก็ทำได้เพียงคนเดียว เราไปทำธุรกิจให้รวยอย่างเถ้าแก่น้อย แต่ส่ิงท่ีเรารักละมันไม่ได้ทำ ชีวิตก็ไม่มีความหมาย
เราแต่ละคนไม่มีใครเหมือนใครเลย สูตรความสำเร็จของคนๆ หน่ึงไม่สามารถใช้ได้กับอีกคนๆ หน่ึง ทางเดินของแต่ละคนมีเอกลักษณ์ของคนๆ น้ันเอง
โปรดอย่าลืมส่ิงสำคัญ จะมีการทดสอบ มีข้อเสนอให้เลือกว่าจะทำมันต่อ หรือเลือกทางอ่ืนๆ ท่ีดูเหมือนใช่ เช่น ไปทำธุรกิจสิ ไปทำเคลือข่ายสิ ทำเหมือนคนน้ันสิ
ทางของคุณมีแต่พระเจ้าและคุณเท่าน้ันท่ีรู้
ขณะท่ีผมกำลังเดินทางไปโบสถ์ย่านสุขุมวิท บนรถไฟฟ้ามีโฆษณาหนังเร่ื่องใหม่ของ GTH. เร่ือง "Top Secret วัยรุ่นพันล้าน" เร่ืองจริงของเถ้าแก่น้อย ดูหนังตัวอย่างอยากไปดูมากๆ หนังเร่ืองนี้
กลับมาถึงบ้านได้ดูหนังตัวอย่างอีกท่ีใน YouTube มันสามารถทำให้หัวใจฮึกเหิมได้มากท่ีจะทำงานเพ่ือประสบความสำเร็จและได้รับความร่ำรวย
มาถึงตรงนี้ ผมเริ่มฉุคิดได้ว่าเริ่มคิดผิดประเด็นไปแล้วว่า อะไรคือสิ่งสำคัญ อะไรคือส่ิงท่ีใจเราปราถนา อะไรคือส่ิงท่ีพระเจ้าต้องการ ความสำเร็จหรือความร่ำรวย ช่ือเสียงการยอมรับทางสังคมหรือ
ผมอ่านชีวิตท่ีเคล่ือนไปด้วยวัตถุประสงค์ ประเด็นสำคัญอยู่ท่ีเราทำในส่ิงท่ีเป็นเรา เถ้าแก่น้อยเป็นเถ้าแก่น้อย คุณตันเป็นคุณตัน Steve Jobs เป็น Steve Jobs และผมก็เป็นผม ทำในส่ิงที่เราเป็น สิ่งท่ีเรารัก ส่ิงท่ีพระเจ้ามอบให้เราทำ และเราก็ทำได้เพียงคนเดียว เราไปทำธุรกิจให้รวยอย่างเถ้าแก่น้อย แต่ส่ิงท่ีเรารักละมันไม่ได้ทำ ชีวิตก็ไม่มีความหมาย
เราแต่ละคนไม่มีใครเหมือนใครเลย สูตรความสำเร็จของคนๆ หน่ึงไม่สามารถใช้ได้กับอีกคนๆ หน่ึง ทางเดินของแต่ละคนมีเอกลักษณ์ของคนๆ น้ันเอง
โปรดอย่าลืมส่ิงสำคัญ จะมีการทดสอบ มีข้อเสนอให้เลือกว่าจะทำมันต่อ หรือเลือกทางอ่ืนๆ ท่ีดูเหมือนใช่ เช่น ไปทำธุรกิจสิ ไปทำเคลือข่ายสิ ทำเหมือนคนน้ันสิ
ทางของคุณมีแต่พระเจ้าและคุณเท่าน้ันท่ีรู้
วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554
อีกคนเพ่ือพระเยซู
ผมมีเร่ืองจะนำมาเล่าให้ท่านได้ฟัง เป็นเร่ืองน่าประทับใจมาก โดนส่วนตัวแล้วเร่ืองนี้ได้เป็นแรงบันดาลใจให้ใช้ชีวิตท่ีเหลืออย่างมีค่าท่ีสุด
เร่ืองจริงของ ริค วอร์เรน (ผู้เขียน "ชีวิตท่ีเคล่ือนไปด้วยวัตถุประสงค์")
คุณพ่อของผมเป็นผู้รับใช้กว่าห้าสิบปี ส่วนใหญ่รับใช้ในคริสตจักรเล็กๆ ท่านเป็นนักเทศน์เรียบง่าย แต่ท่านเป็นคนท่ียึดม่ันในภารกิจ กิจกรรมท่ีท่านชอบท่ีสุด คือ การพาคณะอาสาสมัครไปต่างประเทศเพ่ือสร้างอาคารคริสตจักรให้คริสตจักรเล็กๆ ตลอดชีวิตของท่าน คุณพ่อได้สร้างคริสตจักรกว่า 150 แห่งท่ัวโลก
ในปี 1999 คุณพ่อเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ในสัปดาห์สุดท้ายของชีวิต โรคน้ีทำให้ท่านต่ืนอยู่ในสภาพก่ึงรู้สึกตัวแทบจะตลอดย่ีสิบส่ีชั่วโมง เม่ือท่านฝัน ท่านจะพูดส่ิงท่ีท่านฝันออกมา ผมน่ังข้างเตียงของท่าน และได้รู้หลายอย่างเก่ียวกับคุณพ่อของผมจากการฟังส่ิงท่ีท่านฝัน ท่านทบทวนโครงการก่อสร้างคริสตจักรท่ีละแห่งๆ
คืนหน่ึงเม่ือท่านใกล้จะสิ้นใจ ขณะท่ีภรรยาของผม หลานของผม และผมอยู่ข้างๆ ท่าน จู่ๆ คุณพ่อก็ต่ืนตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน และพยายามลุกจากเตียง แน่นอนท่านอ่อนแรงเกินไป และภรรยาผมก็พยายามให้ท่านนอนลง แต่ท่านขัดขืนพยายามลงจากเตียง ในท่ีสุดภรรยาผมจึงถามว่า "พ่อคะ พ่อพยายามจะทำอะไร" ท่านตอบว่า "ต้องช่วยอีกคนหน่ึงให้รอดเพ่ือพระเยซู ต้องช่วยอีกคนหน่ึงให้รอดเพ่ือพระเยซู ต้องช่วยอีกคนหน่ึงให้รอดเพ่ือพระเยซู ต้องช่วยอีกคนหน่ึงให้รอดเพ่ือพระเยซู" ท่านเร่ิมพูดวลีน้ันซ้ำแล้วซ้ำอีก
ตลอดช่ัวโมงต่อมา ท่านพูดวลีนี้สักร้อยคร้ังเห็นจะได้ "ต้องช่วยอีกคนหน่ึงให้รอดเพ่ือพระเยซู" ขณะท่ีผมน่ังข้างเตียงท่านด้วยน้ำตาไหลอาบแก้ม ผมก็ก้มศีรษะขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับความเช่ือของคุณพ่อ เวลาน้ันเอง คุณพ่อก็ยืนมือออกมา และวางมือท่ี่อ่อนเปลี้ยของท่านบนศีรษะผม และพูดเหมือนกำลังบัญชาผมว่า "ต้องช่วยอีกคนหน่ึงให้รอดเพ่ือพระเยซู ต้องช่วยอีกคนหน่ึงให้รอดเพ่ือพระเยซู"
เร่ืองจริงของ ริค วอร์เรน (ผู้เขียน "ชีวิตท่ีเคล่ือนไปด้วยวัตถุประสงค์")
คุณพ่อของผมเป็นผู้รับใช้กว่าห้าสิบปี ส่วนใหญ่รับใช้ในคริสตจักรเล็กๆ ท่านเป็นนักเทศน์เรียบง่าย แต่ท่านเป็นคนท่ียึดม่ันในภารกิจ กิจกรรมท่ีท่านชอบท่ีสุด คือ การพาคณะอาสาสมัครไปต่างประเทศเพ่ือสร้างอาคารคริสตจักรให้คริสตจักรเล็กๆ ตลอดชีวิตของท่าน คุณพ่อได้สร้างคริสตจักรกว่า 150 แห่งท่ัวโลก
ในปี 1999 คุณพ่อเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ในสัปดาห์สุดท้ายของชีวิต โรคน้ีทำให้ท่านต่ืนอยู่ในสภาพก่ึงรู้สึกตัวแทบจะตลอดย่ีสิบส่ีชั่วโมง เม่ือท่านฝัน ท่านจะพูดส่ิงท่ีท่านฝันออกมา ผมน่ังข้างเตียงของท่าน และได้รู้หลายอย่างเก่ียวกับคุณพ่อของผมจากการฟังส่ิงท่ีท่านฝัน ท่านทบทวนโครงการก่อสร้างคริสตจักรท่ีละแห่งๆ
คืนหน่ึงเม่ือท่านใกล้จะสิ้นใจ ขณะท่ีภรรยาของผม หลานของผม และผมอยู่ข้างๆ ท่าน จู่ๆ คุณพ่อก็ต่ืนตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน และพยายามลุกจากเตียง แน่นอนท่านอ่อนแรงเกินไป และภรรยาผมก็พยายามให้ท่านนอนลง แต่ท่านขัดขืนพยายามลงจากเตียง ในท่ีสุดภรรยาผมจึงถามว่า "พ่อคะ พ่อพยายามจะทำอะไร" ท่านตอบว่า "ต้องช่วยอีกคนหน่ึงให้รอดเพ่ือพระเยซู ต้องช่วยอีกคนหน่ึงให้รอดเพ่ือพระเยซู ต้องช่วยอีกคนหน่ึงให้รอดเพ่ือพระเยซู ต้องช่วยอีกคนหน่ึงให้รอดเพ่ือพระเยซู" ท่านเร่ิมพูดวลีน้ันซ้ำแล้วซ้ำอีก
ตลอดช่ัวโมงต่อมา ท่านพูดวลีนี้สักร้อยคร้ังเห็นจะได้ "ต้องช่วยอีกคนหน่ึงให้รอดเพ่ือพระเยซู" ขณะท่ีผมน่ังข้างเตียงท่านด้วยน้ำตาไหลอาบแก้ม ผมก็ก้มศีรษะขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับความเช่ือของคุณพ่อ เวลาน้ันเอง คุณพ่อก็ยืนมือออกมา และวางมือท่ี่อ่อนเปลี้ยของท่านบนศีรษะผม และพูดเหมือนกำลังบัญชาผมว่า "ต้องช่วยอีกคนหน่ึงให้รอดเพ่ือพระเยซู ต้องช่วยอีกคนหน่ึงให้รอดเพ่ือพระเยซู"
วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ทฤษฎีสมคบคิดของญ่ีปุ่น
หากประเทศไหนในโลกมีความต้องการเป็นเจ้าโลกท่ีแท้จริงคงไม่มีใครเกินญ่ีปุ่น แม้เคยล้มเหลวมาแล้วในช่วงสงความโลกคร้ังท่ี 2 แผนการในการครองโลกก็ไม่เลิกไป แต่มันได้รับการปรับเปล่ียนรูปแบบอย่างสร้างสรรค์ และมีแผนแม่บทออกมาในหลายรูปแบบ มาจากความคิดสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของคนญ่ีปุ่น ญ่ีปุ่นรู้ดีว่าการจะครองโลกต้องให้กำลังทรัพย์มหาศาล เลยต้องคิดใหม่ทำใหม่ เอาไอ้แผนครองโลกมาปัดฝุ่นทำใหม่เป็นหุ่นยนต์ เป็นการ์ตูน ออกมาขายไปท่ัวโลก แต่อเมริกาคงเข้าใจเบื่องหลังแนวคิดนี้ดีจึงสร้าง hollywood ขึ้นมาผลิตหนัง ผลิต super hero ออกมาหลากหลาย เอาไว้ต่อกรกับกระแสการ์ตูนญ่ีปุ่น สงครามแย่งชิงโลกใบเน่าๆ นี้จบลงด้วยรอยยิ้มของเด็กๆ อย่างผม
วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554
เตรียมตัวให้พร้อม
วันนี้ผมจะรวบร่วมข้อปฏิบัติตัวเพ่ือเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม, ไฟไหม้, แผ่นดินไหว, แผ่นดินสไลด์, พายุทราย,ควันไฟ, พายุและสึนามิ นะครับ
วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554
หากมีรักไม่อดตาย
ผมเคยคิดถึงเร่ืองการอดตายมันมีจริงหรือไม่ เม่ือเราอยู่ในประเทศท่ีเป็นอู่ข้าวอู่น้ำอย่างไทย คำตอบคือ จริง!!! เพราะท่ีท่ีมีแต่วัตถุไม่มีความรักคนสามารถอดตายได้ แต่ท่ีท่ีมีความรักแม้จะขาดแคลนคนก็สามารถอยู่รอดได้
ผมขอเสนอเร่ืองราวดีๆ ในประเทศท่ีผู้คนยกย่องว่าเป็นประเทศและภาษาที่โรแมนติกท่ีสุด
ในปี ค.ศ.1985 เม่ือ โกลุช (Coluche 1944-1986) นักแสดงและตลกชาวฝรั่งเศสกล่าวผ่านรายการวิทยุช่องเออโรป1 ว่า"ผมได้จดหมายจากคนตกงานหลายคน เขียนมาว่าพวกคุณช่างใจดี ร้องเพลงการกุศลช่วยคนท่ีอดอยาก แต่เงินเหล่าน้ันถูกส่งไปต่างประเทศ (ช่วงน้ันศิลปินนักร้องเพลงการกุศลเพ่ือรวบรวมเงินช่วยเด็กๆ ท่ีเอธิโอเปีย) แล้วเม่ือไหร่พวกคุณจะช่วยคนในประเทศบ้างล่ะ ผมเลยเกิดความคิดเล็กๆ ขึ้นมาว่าจะหาคนรับสปอนเซอร์เปิดโรงอาหารท่ีแจกจ่ายอาหารฟรีๆ ให้คนขัดสน เริ่มจากในปารีสก่อน แล้วค่อยๆ ขยายไปหัวเมืองใหญ่ ทั่วประเทศ…"
ในตอนน้ันไม่มีใครคาดว่าความคิดเล็กๆ ของตัวคนคนหน่ึงจะสามารถสืบสานต่อเป็นชิ้นเป็นอัน และขยายใหญ่โต กลายเป็นองค์กรการกุศลท่ีประสบความสำเร็จอย่างสูงในฝร่ังเศสจนถึงทุกวันนี้
หลังจากออกอากาศกระจายความคิดของตนในคร้ังน้ันแล้ว โกลุชกับผองเพ่ือนและอาสาสมัครก็ได้เปิดสมาคมท่ีเรียกขานกันท่ัวไปว่า 'เรสโตส์ ดุ เคอร์' (Restos du Coeur) หรือในช่ือยาวๆ แบบเป็นทางการว่า เลส์ เรสโตรองต์ส์ ดุ เคอร์-เรอเลส์ ดุ เคอร์ (Les Restaurants du Cur-Relais du Cur) ขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพ่ือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคมโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเร่ืองอาหาร ด้วยการให้มีอาหารกิน และเปิดให้มีการร่วมกันต่อสู้ความยากจนในทุกรูปแบบ ผ่านสโลแกนเรียกร้องต่อสาธารณชนคือ
On compte sur vous!
(อ็ง กงป์ ซุร์ วูส-ของฝากไว้ในมือคุณ)
เรสโตส์ ดุ เคอร์ เปิดต้ังครั้งแรกท่ีปารีส เม่ือวันท่ี 22 ธันวาคม ค.ศ.1985 และขยายสาขาไปท่ัว่ระเทศอย่างรวดเร็ว ในช่วงปีแรกได้แจกจ่ายอาหารไป 8 ล้าน 5 แสนมื้อ (นับแต่ละมื้อของแต่ละคน) ขณะท่ีเป้าหมายของผู้ก่อต้ังคือ 2 แสนมื้อต่อวัน รายได้ของสมาคมในช่วงปีแรกนี้มาจากการขายเพลงท่ี ณองฌาคส์ โกลแมน นักร้องช่ือดังของฝร่ังเศสเพ่ือนของโกลุชแต่งให้ และการรวบรวมเงินบริจาคผ่านรายการโทรทัศน์ท่ีออกอากาศเม่ือวันท่ี 26 มกราคม ค.ศ. 1986 โดยโกลุชรับหน้าท่ีเป็นพิธีกร
รายการพิเศษนี้ออกอากาศตลอดช่วงบ่าย รวบรวมผู้มีช่ือเสียงในทุกแขนงท้ังนักการเมืองจากทุกฝ่าย พิธีกรและดีเจจากช่องโทรทัศน์และวิทยุทุกค่าย ศิลปินนักร้องกับนักกีฬาทุกประเภทมาเปิดแสดง และน่ังรับโทรศัพท์อย่างมากมายชนิดท่ีไม่เคยปรากฏมาก่อน
ต้ังแต่ก่อต้ังมาเป็นเวลา 22 ปี เรสโตส์ ดุ เคอร์ ขยายตัวอย่างสม่ำเสมอเร่ือยมาจำนวนอาหารท่ีแจกจ่ายไปแล้วรวมกันได้เกิน 1,000 ล้านม้ือ
มีผู้ได้รับความช่วยเหลือประมาณ 7 ล้านคน มีศูนย์สาขา 2,000 แห่ง จนปีล่าสุด ในหน้าหนาวช่วงปี ค.ศ.2006-2007 สมาคมได้แจกจ่ายอาหารไปแล้ว 87 ล้าน 7 แสนม้ือ
ในปีท่ีเปิดตัว เรสโตส์ ดุ เคอร์ มีอาสาสมัครรวมท้ังสิ้นราว 5,000 คน และในปัจจุบันเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นมากกว่า 40,000 คน ทั่วประเทศ อาสาสมัครเหล่านี้ทำงานต้ังแต่ดูแลการบริหารจัดการ ลงสนามแจกจ่ายอาการ ให้บริการผู้ยากไร้ตามกำลังความสามารถและอาชีพของตน เช่น ช่างตัดผมช่วยลงแรงตัดผมคนยากจนโดยไม่คิดเงิน เชฟใหญ่จากร้านอาหารระดับติดดาวเดินทางมาช่วยสอนวิธีดัดแปลงทำอาหารจากวัตถุดิบพื้นฐานท่ีสมาคมแจกจ่ายในแต่ละวัน เพ่ือสร้างความสุขในการกินและได้สารอาหารครบถ้วนเป็นต้น
ทุกวันนี้สมาคมได้ขยายกิจกรรมการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ มากมาย เช่น เปิดศูนย์แจกจ่ายเคร่ืองอุปโภคบริโภคสำหรับเด็กทารกให้กับพ่อแม่ผู้มีรายได้น้อย จัดรถตู้เปิดจุดแบ่งอาหารให้กับคนเร่ร่อน ให้ความช่วยเหลือเร่ืองท่ีอยู่อาศัย การช่วยเหลือเพ่ิมเติมทางด้านการศึกษา จัดการพักร้อน เหมือนกับคนอ่ืนๆ ให้กับเด็กๆ จากครอบครัวท่ีขาดโอกาส จนเป็นตัวอย่างให้เกิดองค์กรในลักษณ์เดียวกันท่ีเบลเยียมและเยอรมนี ความสำเร็จของเรสโตส์ ดุ เคอร์ มาจากความต้ังใจจริงของความคิด คือ โกลุช ซึ่งมองเห็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์สมาคมของตนผ่านความนิยมชมชอบจากประชาชน เขาไม่เคยปล่อยโอกาสการพูดประชาสัมพันธ์กิจกรรมของสมาคมในระหว่างการปรากฏตัวผ่านส่ือมวลชนเลยแม้แต่คร้ังเดียว
นอกจากต่อสู้ผ่านส่ือแล้ว เขายังใช้วิธีการต่อสู้ทางกฎหมาย โดยในปีค.ศ.1988 เป็นตัวต้ังตัวตีเสนอให้ปรับเปล่ียนกฎหมายให้ผู้บริจาครายย่อยสามารถได้รับสิทธิในการหักลบในรายได้สำหรับคำนวณภาษีซึ่งแต่เดิมกำหนดสงวนสิทธิให้กับผู้บริจาครายใหญ่เท่าน้ัน จนกฎหมายท่ีจูงใจให้คนบริจาคเงินเพ่ือการกุศลมากขึ้นท่ีออกมาใหม่ได้ช่ือว่า ลา ลัว โกลุช (la loi Colucha กฎหมายโกลุช)
ต่อมาเม่ือโกลุชเสียชีวิตในอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ชนรถบรรทุกเมื่อวันท่ี 19 มิถุนายน 1986 ซ่ึงสร้างความตกตะลึงและความเศร้าโศกกับชาวฝรั่งเศสท่ัวประเทศ ทำให้หลายคนจับตามองว่า เม่ือขาดเสาหลักและโฆษกเอกประจำสมาคมแล้ว เรสโตส์ ดุ เคอร์ จะยังยืนหยัดต่อได้หรือไม่ แต่ผู้ร่วมก่อต้ังสมาคมและอาสาสมัครของเรสโตส์ ดุ เคอร์ ก็ไม่ท้อถอยตัดสินใจที่จะเดินหน้าต่อไป โดยนอกจากการเปิดรับบริจาคเงินและส่ิงของตามปกติแล้ว ยังมีกลุ่มศิลปินดารานักร้องท่ีรวมตัวกันในนาม เลส์ อองฟัวเรส์ (Lesenfoirs) เข้ามาช่วยเหลือหาเงินสนับสนุนอีกแรง ศิลปินนักร้องกว่า 40 ชีวิตกลุ่มนี้บะผลัดเปล่ียนกันมาร่วมเปิดคอนเสิร์ตใหญ่ประจำปีสลับสับเปล่ียนสถานท่ีแสดงไปตามเมืองต่างๆ มีการถ่ายทอดผ่านโทรทัศนและเป็นรายการท่ีมีเรตติ้งคนดูสูงถึงกว่าสิบล้านคนในคืนออกอากาศ จนได้รับความสนใจเป็นสปอนเซอร์บันทึกการถ่ายทำจากสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ กลายเป็นงานระดับชาติท่ีทุกคนรอคอยอีกงานหน่ึง
เม่ือจบคอรเสิร์ตแล้ว เลส์ อองฟัวเรส์ จะออกซีดีและดีวีดีบันทึกภาพคอนเสิร์ต จำหน่ายหารายได้เข้าเรสโตส์ ดุ เคอร์ โดยไม่รับค่าตัวและส่วนแบ่งลิขสิทธิ์ ช่วยหาเงินเข้าสมาคมได้หลายล้านยูโร ส่วนคนท่ีอุดหนุนจะได้ช่ือว่าเป็นผู้บริจาคอาหาร 18 มื้อต่อซีดีหรือดีวีดีท่ีซื้อไป 1 แผ่น และได้รับความสนใจจากแฟนๆ ของนักร้องเหล่าน้ันไม่น้อย
ก็ใครเหล่าจะใจแข็งไม่ยอมควักเงินซื้อเม่ือนักร้องคนโปรดของตนหันมาสบตาผ่านกล้องแล้วกล่าวว่า
On compte sur vous!
จาก อธิชา มัณชุนากร a day
ผมขอเสนอเร่ืองราวดีๆ ในประเทศท่ีผู้คนยกย่องว่าเป็นประเทศและภาษาที่โรแมนติกท่ีสุด
ในปี ค.ศ.1985 เม่ือ โกลุช (Coluche 1944-1986) นักแสดงและตลกชาวฝรั่งเศสกล่าวผ่านรายการวิทยุช่องเออโรป1 ว่า"ผมได้จดหมายจากคนตกงานหลายคน เขียนมาว่าพวกคุณช่างใจดี ร้องเพลงการกุศลช่วยคนท่ีอดอยาก แต่เงินเหล่าน้ันถูกส่งไปต่างประเทศ (ช่วงน้ันศิลปินนักร้องเพลงการกุศลเพ่ือรวบรวมเงินช่วยเด็กๆ ท่ีเอธิโอเปีย) แล้วเม่ือไหร่พวกคุณจะช่วยคนในประเทศบ้างล่ะ ผมเลยเกิดความคิดเล็กๆ ขึ้นมาว่าจะหาคนรับสปอนเซอร์เปิดโรงอาหารท่ีแจกจ่ายอาหารฟรีๆ ให้คนขัดสน เริ่มจากในปารีสก่อน แล้วค่อยๆ ขยายไปหัวเมืองใหญ่ ทั่วประเทศ…"
ในตอนน้ันไม่มีใครคาดว่าความคิดเล็กๆ ของตัวคนคนหน่ึงจะสามารถสืบสานต่อเป็นชิ้นเป็นอัน และขยายใหญ่โต กลายเป็นองค์กรการกุศลท่ีประสบความสำเร็จอย่างสูงในฝร่ังเศสจนถึงทุกวันนี้
หลังจากออกอากาศกระจายความคิดของตนในคร้ังน้ันแล้ว โกลุชกับผองเพ่ือนและอาสาสมัครก็ได้เปิดสมาคมท่ีเรียกขานกันท่ัวไปว่า 'เรสโตส์ ดุ เคอร์' (Restos du Coeur) หรือในช่ือยาวๆ แบบเป็นทางการว่า เลส์ เรสโตรองต์ส์ ดุ เคอร์-เรอเลส์ ดุ เคอร์ (Les Restaurants du Cur-Relais du Cur) ขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพ่ือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคมโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเร่ืองอาหาร ด้วยการให้มีอาหารกิน และเปิดให้มีการร่วมกันต่อสู้ความยากจนในทุกรูปแบบ ผ่านสโลแกนเรียกร้องต่อสาธารณชนคือ
On compte sur vous!
(อ็ง กงป์ ซุร์ วูส-ของฝากไว้ในมือคุณ)
เรสโตส์ ดุ เคอร์ เปิดต้ังครั้งแรกท่ีปารีส เม่ือวันท่ี 22 ธันวาคม ค.ศ.1985 และขยายสาขาไปท่ัว่ระเทศอย่างรวดเร็ว ในช่วงปีแรกได้แจกจ่ายอาหารไป 8 ล้าน 5 แสนมื้อ (นับแต่ละมื้อของแต่ละคน) ขณะท่ีเป้าหมายของผู้ก่อต้ังคือ 2 แสนมื้อต่อวัน รายได้ของสมาคมในช่วงปีแรกนี้มาจากการขายเพลงท่ี ณองฌาคส์ โกลแมน นักร้องช่ือดังของฝร่ังเศสเพ่ือนของโกลุชแต่งให้ และการรวบรวมเงินบริจาคผ่านรายการโทรทัศน์ท่ีออกอากาศเม่ือวันท่ี 26 มกราคม ค.ศ. 1986 โดยโกลุชรับหน้าท่ีเป็นพิธีกร
รายการพิเศษนี้ออกอากาศตลอดช่วงบ่าย รวบรวมผู้มีช่ือเสียงในทุกแขนงท้ังนักการเมืองจากทุกฝ่าย พิธีกรและดีเจจากช่องโทรทัศน์และวิทยุทุกค่าย ศิลปินนักร้องกับนักกีฬาทุกประเภทมาเปิดแสดง และน่ังรับโทรศัพท์อย่างมากมายชนิดท่ีไม่เคยปรากฏมาก่อน
ต้ังแต่ก่อต้ังมาเป็นเวลา 22 ปี เรสโตส์ ดุ เคอร์ ขยายตัวอย่างสม่ำเสมอเร่ือยมาจำนวนอาหารท่ีแจกจ่ายไปแล้วรวมกันได้เกิน 1,000 ล้านม้ือ
มีผู้ได้รับความช่วยเหลือประมาณ 7 ล้านคน มีศูนย์สาขา 2,000 แห่ง จนปีล่าสุด ในหน้าหนาวช่วงปี ค.ศ.2006-2007 สมาคมได้แจกจ่ายอาหารไปแล้ว 87 ล้าน 7 แสนม้ือ
ในปีท่ีเปิดตัว เรสโตส์ ดุ เคอร์ มีอาสาสมัครรวมท้ังสิ้นราว 5,000 คน และในปัจจุบันเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นมากกว่า 40,000 คน ทั่วประเทศ อาสาสมัครเหล่านี้ทำงานต้ังแต่ดูแลการบริหารจัดการ ลงสนามแจกจ่ายอาการ ให้บริการผู้ยากไร้ตามกำลังความสามารถและอาชีพของตน เช่น ช่างตัดผมช่วยลงแรงตัดผมคนยากจนโดยไม่คิดเงิน เชฟใหญ่จากร้านอาหารระดับติดดาวเดินทางมาช่วยสอนวิธีดัดแปลงทำอาหารจากวัตถุดิบพื้นฐานท่ีสมาคมแจกจ่ายในแต่ละวัน เพ่ือสร้างความสุขในการกินและได้สารอาหารครบถ้วนเป็นต้น
ทุกวันนี้สมาคมได้ขยายกิจกรรมการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ มากมาย เช่น เปิดศูนย์แจกจ่ายเคร่ืองอุปโภคบริโภคสำหรับเด็กทารกให้กับพ่อแม่ผู้มีรายได้น้อย จัดรถตู้เปิดจุดแบ่งอาหารให้กับคนเร่ร่อน ให้ความช่วยเหลือเร่ืองท่ีอยู่อาศัย การช่วยเหลือเพ่ิมเติมทางด้านการศึกษา จัดการพักร้อน เหมือนกับคนอ่ืนๆ ให้กับเด็กๆ จากครอบครัวท่ีขาดโอกาส จนเป็นตัวอย่างให้เกิดองค์กรในลักษณ์เดียวกันท่ีเบลเยียมและเยอรมนี ความสำเร็จของเรสโตส์ ดุ เคอร์ มาจากความต้ังใจจริงของความคิด คือ โกลุช ซึ่งมองเห็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์สมาคมของตนผ่านความนิยมชมชอบจากประชาชน เขาไม่เคยปล่อยโอกาสการพูดประชาสัมพันธ์กิจกรรมของสมาคมในระหว่างการปรากฏตัวผ่านส่ือมวลชนเลยแม้แต่คร้ังเดียว
นอกจากต่อสู้ผ่านส่ือแล้ว เขายังใช้วิธีการต่อสู้ทางกฎหมาย โดยในปีค.ศ.1988 เป็นตัวต้ังตัวตีเสนอให้ปรับเปล่ียนกฎหมายให้ผู้บริจาครายย่อยสามารถได้รับสิทธิในการหักลบในรายได้สำหรับคำนวณภาษีซึ่งแต่เดิมกำหนดสงวนสิทธิให้กับผู้บริจาครายใหญ่เท่าน้ัน จนกฎหมายท่ีจูงใจให้คนบริจาคเงินเพ่ือการกุศลมากขึ้นท่ีออกมาใหม่ได้ช่ือว่า ลา ลัว โกลุช (la loi Colucha กฎหมายโกลุช)
ต่อมาเม่ือโกลุชเสียชีวิตในอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ชนรถบรรทุกเมื่อวันท่ี 19 มิถุนายน 1986 ซ่ึงสร้างความตกตะลึงและความเศร้าโศกกับชาวฝรั่งเศสท่ัวประเทศ ทำให้หลายคนจับตามองว่า เม่ือขาดเสาหลักและโฆษกเอกประจำสมาคมแล้ว เรสโตส์ ดุ เคอร์ จะยังยืนหยัดต่อได้หรือไม่ แต่ผู้ร่วมก่อต้ังสมาคมและอาสาสมัครของเรสโตส์ ดุ เคอร์ ก็ไม่ท้อถอยตัดสินใจที่จะเดินหน้าต่อไป โดยนอกจากการเปิดรับบริจาคเงินและส่ิงของตามปกติแล้ว ยังมีกลุ่มศิลปินดารานักร้องท่ีรวมตัวกันในนาม เลส์ อองฟัวเรส์ (Lesenfoirs) เข้ามาช่วยเหลือหาเงินสนับสนุนอีกแรง ศิลปินนักร้องกว่า 40 ชีวิตกลุ่มนี้บะผลัดเปล่ียนกันมาร่วมเปิดคอนเสิร์ตใหญ่ประจำปีสลับสับเปล่ียนสถานท่ีแสดงไปตามเมืองต่างๆ มีการถ่ายทอดผ่านโทรทัศนและเป็นรายการท่ีมีเรตติ้งคนดูสูงถึงกว่าสิบล้านคนในคืนออกอากาศ จนได้รับความสนใจเป็นสปอนเซอร์บันทึกการถ่ายทำจากสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ กลายเป็นงานระดับชาติท่ีทุกคนรอคอยอีกงานหน่ึง
เม่ือจบคอรเสิร์ตแล้ว เลส์ อองฟัวเรส์ จะออกซีดีและดีวีดีบันทึกภาพคอนเสิร์ต จำหน่ายหารายได้เข้าเรสโตส์ ดุ เคอร์ โดยไม่รับค่าตัวและส่วนแบ่งลิขสิทธิ์ ช่วยหาเงินเข้าสมาคมได้หลายล้านยูโร ส่วนคนท่ีอุดหนุนจะได้ช่ือว่าเป็นผู้บริจาคอาหาร 18 มื้อต่อซีดีหรือดีวีดีท่ีซื้อไป 1 แผ่น และได้รับความสนใจจากแฟนๆ ของนักร้องเหล่าน้ันไม่น้อย
ก็ใครเหล่าจะใจแข็งไม่ยอมควักเงินซื้อเม่ือนักร้องคนโปรดของตนหันมาสบตาผ่านกล้องแล้วกล่าวว่า
On compte sur vous!
จาก อธิชา มัณชุนากร a day
วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554
โลกท่ีใช้หัวใจมองเห็น
ผมขอเสนอชีวิตของชายคนหน่ึงท่ีน่าทึ่งมาก
เจมส์ โฮลแมน มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ.1786-1850 เทียบได้กับช่วงสมัยรัชกาลท่ี 1-4 ของไทย
เขาเป็นนักเดินทางประเภทเดินทางคนเดียว การเดินทางของเขาน่าจะพอนับได้ว่าเขาย่ำโลกครบรอบแล้ว
นักเดินทางชาวอังกฤษคนน้ีเดินทางสู่ประเทศต่างๆ ท่ัวโลกโดยท่ีไม่รู้ภาษาท้องถ่ินสักคำ เขามีแค่เงินจำนวนเพียงพอสำหรับการเดินทางด้วยรถไฟ รถม้า ข่ีม้าและเดินเท้า
ทริปแรก เขาเดินทางจากอังกฤษมุ่งสู่ฝรั่งเศส อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี เบลเยียม เนเธอร์แลนด์
ทริปท่ีสอง เขามุ่งหน้าสู่ตะวันออกไกล จากอังกฤษสู่รัฐเซีย เดินทางผ่านไซบีเรีย ก่อนจะออกจากเมืองอีร์คุตส์สู่ประเทศมองโกเลีย เจมส์ถูกทหารรัสเซียจับเน่ืองจากสงสัยว่าเขาเป็นสายลับ เขาถูกคุมขังอยู่ในดินแดนอันหนาวเหน็บและถูกจับตัวมายังโปแลนด์ แล้วส่งตัวคืนสู่อังกฤษผ่านทางออสเตรีย
ทริปท่ีสามเขาใช้เวลา 5 ปีเดินทางจากอังกฤษสู่แอฟริกา อินเดีย มาเลเซีย จีน ออสเตรเลีย อเมริกาใต้ และกลับมายังอังกฤษ การเดินทางคร้ังนี้เขาได้ต่อสู้กับการค้าทาสในแอฟริกาจนมีการนำช่ือของเขาไปต้ังเป็นช่ือแม่น้ำโฮลแมนเพ่ือเป็นเกียรติ เขาออกล่าช้างดุร้ายในศรีลังกา ช่วยไขปริศนาเก่ียวกับภาษาท้องถิ่นในประเทศกีนีจนสามารถหลีกเล่ียงการนองเลือดได้
เจมส์เขียนหนังสือบันทึกการเดินทางของเขาไว้หลายเล่ม ทุกเล่มล้วนเป็นหนังสือขายดี และมีความสำคัญมากในเชิงข้อมูลทางภูมิศาสตร์และสังคม ขนาดท่ีว่าหนังสือเร่ือง The Voyage of the Beage ของชาร์ลส์ ดาร์วิน ซ่ึงถือว่าเป็นตำราต้นแบบของการจัดหมวดหมู่พันธุ์พืชพันธ์ุสัตว์ท่ัวโลก ก็อ้างอิงข้อมูลจากหนังสือของเจมส์ในส่วนของพันธ์ุพืชพันธ์ุสัตว์ในแถบมหาสมุทรอินเดีย
เจมส์เกิดแลพโตในเมืองเอ็กซีเตอร์ ประเทศอังกฤษ ท่ามกลางบรรยากาศของเมืองท่าในยุคท่ีผู้คนกำลังมุ่งออกเดินทางสำรวจโลก พออายุได้ 12 เขาก็เข้าร่วมกับกองทัพในฐานะของอาสาสมัคร เขาติดยศร้อยโทตอนอายุ 21 ปี พออายุ 25 ปี เขาก็ป่วยอย่างแรงระหว่างประจำการท่ีสหรัฐอเมริกา จึงถูกส่งกลับมารักษาตัวท่ีอังกฤษ
อาการป่วยของเขาไม่สามารถรักษาให้กลับฟื้นคืนเหมือนเดิมได้ สภาพจิตใจของเจมส์จึงย่ิงตกต่ำ เขาเลือกท่ีจะบำบัดตัวเองด้วยการเรียนแพทย์ท่ีมหาวิทยาลัยเอดินบะระ
และจุดเปล่ียนของชีวิตเจมส์ก็มาถึง เม่ือนายแพทย์ประจำตัวของเขาแนะนำว่าเขาควรเดินทางไปพักฟื้นท่ามกลางอากาศอบอุ่นแถบเมดิเตอร์เรเนียน ถึงแม้ว่าอาการของเขาจะไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่มันก็จะทำให้เขาใช้ชีวิตช่วงท่ีเหลืออย่างมีความสุข
แทนท่ีเจมส์จะให้คนพาเขาไปอย่างผู้ป่วย เขาตัดสินใจเดินกะเผลกๆ ขึ้นเรือเพ่ือมุ่งหน้าไปยังฝรั่งเศสด้วยตัวเอง 6 เดือนหลังจากน้ัน เขาก็มาถึงชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนด้วยสภาพท่ีเต็มไปด้วยรอยฟกซ้ำดำเขียวและแสนจะอ่อนล้าจากการเดินทางแต่น่ันทำให้ชีวิตของเขากลับมามีพลังอีกคร้ัง
เม่ือเดินทางมาถึงปากปล่่องภูเขาไฟได้ เขาก็พบว่าเขาสามารถเดินทางไปท่ีไหนก็ได้
เขาจึงเดินทางท่องไปทั่วโลก
อาการป่วยท่ีเจมส์ประสบตอนอายุ 25 คือ เขาตาบอดสนิท และมีปัญหาเก่ียวกับการเดิน
การเดินทางท่องโลกโดยลำพังไปยังดินแดนแปลกถ่ิน และเร่ืองราวมากมายท่ีเกิดขึ้น จึงเป็นการเดินทางของชายตาบอด
เขาเคยเขียนกลอนไว้บทหน่ึง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นคติประจำตัวของเขา
Some difficulties meet, full many
I find them not, nor seek for any.
บทนำของหนังสือเล่มนี้มีช่ื่ว่า I see things better with my feet.
ผมเดาว่า เขาคงเป็นคนตาบอดท่ีเห็นทุกอย่าง ยกเว้นปัญหา
จาก ทรงกลด บางย่ีขัน a day.
เจมส์ โฮลแมน มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ.1786-1850 เทียบได้กับช่วงสมัยรัชกาลท่ี 1-4 ของไทย
เขาเป็นนักเดินทางประเภทเดินทางคนเดียว การเดินทางของเขาน่าจะพอนับได้ว่าเขาย่ำโลกครบรอบแล้ว
นักเดินทางชาวอังกฤษคนน้ีเดินทางสู่ประเทศต่างๆ ท่ัวโลกโดยท่ีไม่รู้ภาษาท้องถ่ินสักคำ เขามีแค่เงินจำนวนเพียงพอสำหรับการเดินทางด้วยรถไฟ รถม้า ข่ีม้าและเดินเท้า
ทริปแรก เขาเดินทางจากอังกฤษมุ่งสู่ฝรั่งเศส อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี เบลเยียม เนเธอร์แลนด์
ทริปท่ีสอง เขามุ่งหน้าสู่ตะวันออกไกล จากอังกฤษสู่รัฐเซีย เดินทางผ่านไซบีเรีย ก่อนจะออกจากเมืองอีร์คุตส์สู่ประเทศมองโกเลีย เจมส์ถูกทหารรัสเซียจับเน่ืองจากสงสัยว่าเขาเป็นสายลับ เขาถูกคุมขังอยู่ในดินแดนอันหนาวเหน็บและถูกจับตัวมายังโปแลนด์ แล้วส่งตัวคืนสู่อังกฤษผ่านทางออสเตรีย
ทริปท่ีสามเขาใช้เวลา 5 ปีเดินทางจากอังกฤษสู่แอฟริกา อินเดีย มาเลเซีย จีน ออสเตรเลีย อเมริกาใต้ และกลับมายังอังกฤษ การเดินทางคร้ังนี้เขาได้ต่อสู้กับการค้าทาสในแอฟริกาจนมีการนำช่ือของเขาไปต้ังเป็นช่ือแม่น้ำโฮลแมนเพ่ือเป็นเกียรติ เขาออกล่าช้างดุร้ายในศรีลังกา ช่วยไขปริศนาเก่ียวกับภาษาท้องถิ่นในประเทศกีนีจนสามารถหลีกเล่ียงการนองเลือดได้
เจมส์เขียนหนังสือบันทึกการเดินทางของเขาไว้หลายเล่ม ทุกเล่มล้วนเป็นหนังสือขายดี และมีความสำคัญมากในเชิงข้อมูลทางภูมิศาสตร์และสังคม ขนาดท่ีว่าหนังสือเร่ือง The Voyage of the Beage ของชาร์ลส์ ดาร์วิน ซ่ึงถือว่าเป็นตำราต้นแบบของการจัดหมวดหมู่พันธุ์พืชพันธ์ุสัตว์ท่ัวโลก ก็อ้างอิงข้อมูลจากหนังสือของเจมส์ในส่วนของพันธ์ุพืชพันธ์ุสัตว์ในแถบมหาสมุทรอินเดีย
เจมส์เกิดแลพโตในเมืองเอ็กซีเตอร์ ประเทศอังกฤษ ท่ามกลางบรรยากาศของเมืองท่าในยุคท่ีผู้คนกำลังมุ่งออกเดินทางสำรวจโลก พออายุได้ 12 เขาก็เข้าร่วมกับกองทัพในฐานะของอาสาสมัคร เขาติดยศร้อยโทตอนอายุ 21 ปี พออายุ 25 ปี เขาก็ป่วยอย่างแรงระหว่างประจำการท่ีสหรัฐอเมริกา จึงถูกส่งกลับมารักษาตัวท่ีอังกฤษ
อาการป่วยของเขาไม่สามารถรักษาให้กลับฟื้นคืนเหมือนเดิมได้ สภาพจิตใจของเจมส์จึงย่ิงตกต่ำ เขาเลือกท่ีจะบำบัดตัวเองด้วยการเรียนแพทย์ท่ีมหาวิทยาลัยเอดินบะระ
และจุดเปล่ียนของชีวิตเจมส์ก็มาถึง เม่ือนายแพทย์ประจำตัวของเขาแนะนำว่าเขาควรเดินทางไปพักฟื้นท่ามกลางอากาศอบอุ่นแถบเมดิเตอร์เรเนียน ถึงแม้ว่าอาการของเขาจะไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่มันก็จะทำให้เขาใช้ชีวิตช่วงท่ีเหลืออย่างมีความสุข
แทนท่ีเจมส์จะให้คนพาเขาไปอย่างผู้ป่วย เขาตัดสินใจเดินกะเผลกๆ ขึ้นเรือเพ่ือมุ่งหน้าไปยังฝรั่งเศสด้วยตัวเอง 6 เดือนหลังจากน้ัน เขาก็มาถึงชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนด้วยสภาพท่ีเต็มไปด้วยรอยฟกซ้ำดำเขียวและแสนจะอ่อนล้าจากการเดินทางแต่น่ันทำให้ชีวิตของเขากลับมามีพลังอีกคร้ัง
เม่ือเดินทางมาถึงปากปล่่องภูเขาไฟได้ เขาก็พบว่าเขาสามารถเดินทางไปท่ีไหนก็ได้
เขาจึงเดินทางท่องไปทั่วโลก
อาการป่วยท่ีเจมส์ประสบตอนอายุ 25 คือ เขาตาบอดสนิท และมีปัญหาเก่ียวกับการเดิน
การเดินทางท่องโลกโดยลำพังไปยังดินแดนแปลกถ่ิน และเร่ืองราวมากมายท่ีเกิดขึ้น จึงเป็นการเดินทางของชายตาบอด
เขาเคยเขียนกลอนไว้บทหน่ึง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นคติประจำตัวของเขา
Some difficulties meet, full many
I find them not, nor seek for any.
บทนำของหนังสือเล่มนี้มีช่ื่ว่า I see things better with my feet.
ผมเดาว่า เขาคงเป็นคนตาบอดท่ีเห็นทุกอย่าง ยกเว้นปัญหา
จาก ทรงกลด บางย่ีขัน a day.
มองให้ทะลุ
วันนี้ขอเสนอเร่ืองแปลกๆ แต่น่าสนใจหน่อยนะครับ คุณ Nick Veasey คิดว่าหากมองส่ิงต่างๆ ให้ลึกลงไปถึงภายในจะเป็นเช่นไร และน้ันก็เป็นท่ีมาของผลงานของเขา ผมจึงอยากนำเสนอให้ทุกท่านได้ชม
http://bit.ly/q2WwPj
http://bit.ly/q2WwPj
วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554
คิดสร้างสรรค์ด้วยคิดแง่บวก
ผมอ่านคอลัมน์ในหนังสือ a day พูดถึงการผสมความคิดหรือส่ิงต่างๆ 2 ส่ิงแล้วออกมาเป็นส่ิงใหม่ เช่น เป้ใส่หลังร่วมกับแผงโซล่าเซลล์ เป็นกระเป๋าเป้โซล่าเซลล์สามารถชาร์จมือถือได้ ผมจึงเร่ิมคิดตามเช่น ราวตากผ้ากับไม้แขวนเสื้อรวมกัน เป็นราวตากผ้าท่ีไม่ต้องใช้ไม้แขวนเสื้อ โดนลมแรงอย่างไร ผ้าก็ไม่หล่นจากราว ลองไปฝึกคิดกันดูนะครับสนุกดี
วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ความสำเร็จเกิดจากการให้ ภาค2
ในความมืดมนและเดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า คุณตันแห่งอิชิตัน แบรนด์ใหม่ท่ีสร้างมาได้ไม่ถึงปี โรงงานใหม่ๆ ท่ีลงทุนไป 3,500 ล้านบาท คุณตันให้หยุดการผลิตชาเขียวของตน แล้วให้ผลิตน้ำด่ืมบรรจุขวด เพ่ือจะได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมคร้ังนี้ เวลาพาไปแค่ 2 เดือนท่ีผลิตน้ำด่ืม น้ำก็มาท่วมถึงอยุธยา ท่ีต้ังโรงงานเสียหายหมด ในเหตุการณ์นี้ผมบอกได้คำเดียวว่า หากคุณตันยังผลิตชาเขียวอยู่และไม่ได้ผลิตน้ำด่ืมละก็ ความเสียหายจะยิ่งสูงกว่านี้อีกมากครับ ใครจะว่าคุณตันสร้างภาพก็ตามใจท่านผู้ประเสริฐเหล่านั้น แต่ในความดีท่ีคุณตันได้ลงมือทำแล้วกลับส่งผลดีกันเห็นๆ ในชาตินี้ไม่ต้องรอชาติหน้าครับ วันนี้ผมซัดอิชิตันไปขวดหน่ึงแล้ว เรามาสนับสนุนคุณตันกันนะครับ
วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ความสำเร็จเกิดจากการให้
ผมอ่านบทความเร่ืองประสบการณ์การใช้ twitter ของพ่ีคนน่ึง เขาเล่าว่าแรกๆ มาใช้ไม่มีใครมาตามเขาเลย รู้สึกตัวบ้านนอกมาก แต่เม่ือไปติดตามคนอ่ืนๆ มากขึ้นก็มีการแลกการติดตามกัน จนมีผู้ติดตามเขา 8,000 คน ผมอ่านได้ข้อคิดท่ีว่าหากเราต้องการอะไร เราก็ต้องให้ส่ิงน้ันออกไปก่อน เช่น เราต้องการความจริงใจ เราก็ต้องจริงใจต่อเขาก่อน หากเราให้ใจลูกค้า ลูกค้าสัมผัสได้เขาก็จะให้ใจแก่เราและกลับอุดหนุนเราอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จในหน้าท่ีการงานก็ตามมา หากเร่ิมคุณค่ามิตรภาพมาก่อนเงินทอง
วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554
น้ำท่วม
น้ำท่วมคร้ังขอบอกเลยว่าผมไม่บริจาคเงินให้แล้ว เม่ือตอนน้ำท่วมหลังเหตุการณ์สึนามิใหญ่ท่ีญ่ีปุ่นผมบริจาคด้วยความเต็มใจช่วยเต็มท่ี แต่มาคราวนี้ผมกลับเห็นไม่เหมือนเดิม ผมเห็นว่าคนไทยไม่ได้โดนน้ำท่วมซ้ำซากแต่เป็นโง่ซ้ำซาก ไม่มีการเรียนรู้หรือการเตรียมตัว แถมยังแสดงนิสัยถ่อยๆ ออกมาประจานตัวให้ได้อายระดับโลกอีก ท่ีไปพังเขื่อนเพราะเห็นอีกฝั่งไม่เดือดร้อนเหมือนตน ไอ้สันดานเห็นแก่ตัวของคนไทยส่วนใหญ่นี้มันแก้ไม่หาย ผมจึงไม่ช่วยด้วยเงินเลยคราวนี้ แต่จะช่วยเป็นของท่ีมีมากเกินไปในบ้าน เช่น เสื่อผ้า ผมเอาไปซักก่อนเพ่ือจะได้ใส่ได้ทันที การช่วยแบบตรงจุดไม่เอาแล้วท่ีจะช่วยด้วยเงิน มันไม่ได้ช่วยให้ใจของคนท่ีจิตใจต่ำๆ ให้สูงขึ้นได้เลย
วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ฟังเสียงหัวใจมันเรียกร้อง!!!
ผมฝันต้ังแต่เด็กท่ีจะช่วยทำโลกนี้ให้ดีขึ้น แต่ในความเป็นจริงกลับตรงกันข้ามกับความต้ังใจนั้น อายุ 37 แล้วยังต้ังตัวไม่ได้ ต้องกินเงินกงสีอยู่เลย ทำโรงงานก็เจ๊ง ทำงานเป็นลูกจ้างเขาก็ไม่เกินครึ่งปีออก ไม่มีอะไรเป็นความภูมิใจได้เลย แต่มาวันนี้มีหลายชีวิตเป็นแรงบันดาลใจ เช่น โยเซฟถูกขายเป็นทาส ถูกใส่ความติดคุกแต่เขาก็ไม่ทิ้งความหวังใจ สุดท้ายเป็นนายกรัฐมนตรีของอียิปต์ โมเสสเป็นเจ้าชายอยู่สบายๆ ต้องหนีคดีฆ่าคนไปอยู่บ้านนอก จนอายุ 80 แล้วก็ยังกลับมาทำงานใหญ่ได้ Steve jobs ชีวิตตกต่ำทุกรูปแบบ กำพร้า จน เรียนไม่จบ โดนไล่ออกจากบริษัทท่ีตัวเองก่อต้ัง หย่า เป็นมะเร็งจนตาย แต่ไม่ทิ้งงานท่ีตนรัก เทียบกับคนเหล่านี้ไอ้ความล้มเหลวของผมมันกระจอกไปเลย ผมคงฟังเสียงหัวใจท่ีเรียกร้องให้ช่วยโลกนี้ให้ดีขึ้นต่อไป เพ่ือตอบแทนบุคคลผู้เป็นแรงบันดาลใจทุกท่าน
วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554
แผลในใจ
ผมดูหนังเร่ือง code blue เร่ืองเก่ียวกับหมอแผนกฉุกเฉิน มีประโยกเด็ดมาแบ่งบันให้ฟัง "การรักษาแผลในใจน้ัน ไม่มี เพราะความเจ็บปวดน้ันก็สำคัญสำหรับเรา เพ่ือจะได้เข้าใจความเจ็บปวดของผู้อ่ืนได้!!!" เจ๋งไหมครับ ผมมีชีวิตมาพอสมควร การยอมรับความเจ็บปวดได้น้ัน ทำให้ใจเรามีความสุขมากกว่า การพยายามลบมันออกไป
วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554
หากน้ำตามันจะไหลก็ไม่ผิดอะไร!!!
มีบุคคลท่ีช่ือเสียงระดับโลกหลายคนตายไป ผมบอกได้ว่าเฉยๆ แต่กับ Steve jobs แล้วความตายของเขาน้ัน มันยิ่งใหญ่มาก จนน้ำตาไหล ไม่ใช่ญาติไม่ใช่เพ่ือน ไม่เคยคุยกัน ผมไม่ใช่สาวกอะไรๆ อย่างคนอ่ืน ผมได้ศึกษาประวัติชีวิตของเขาคำปราศัยในงานมอบปริญญา เขาเป็นบุคคลท่ีน่ายกย่องจริงๆ เขาเปล่ียนโลกธุรกิจคอมพิวเตอร์ท่ีแสนจะเห็นแก่ตัวเห็นแก่เงิน ให้เป็นโลกของศิลปะ ท่ีคนระดับล่างสามารถเข้าถึงได้ คนพิการตาบอดก็เข้าถึงได้ น้ำตานี้มอบให้นายจ็อบ
วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554
บทพิสุจน์ตัวของ tim cook
ตอนคุณจ็อบออก iPhone ปี 2007 ก็มีเสียงเย้ยหยันว่ามันไม่เวิร์คบางละ ไปไม่รอดบางละ แต่ก็เป็นอย่างท่ีทราบๆ กัน iPhone ของตาจ็อบเปล่ียนวงการมือถือไปไม่มีวันย้อนกลับอีกเลย มาวันนี้คุณ tim cook ก็โดนเหตุการณ์เดียวกัน iPhone 4s มีดีท่ีระบบ Siri ถ้า apple ทำได้เหมือนระบบจอสัมผัสสมัย iPhone รับรอง พวกที่เย้ย tim cook มีหงายหลัง
ตัวอย่างการตลาดตัวพ่อ
Starbucks และ Apple เป็นตัวอย่างของการสร้างแบรนท่ีประสบความสำเร็จ ก่อให้เกิดกลุ่มสาวก ผมสามารถนำเสนอไอเดียท่ีคิดขึ้นเพ่ือโบสถ์ โดยใช้ตัวอย่างของ 2 บริษัทนี้เป็นตัวขยายความหมายและทิศทางของแผนการตลาดได้ชัดเจนมาก
วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ความเลวร้ายมันไม่ได้แย่ไปหมดหลอกนะ!!!
มีคนบ่นเร่ืองแย่ของคนไทย เร่ืองเลวๆ ของนักการเมืองไทย เร่ืองน่าอายท่ีต้องให้ต่างชาติมาสอนเร่ืองความพอเพียง เร่ืองความโง่ของผู้ประกอบไทยท่ีอยากได้กำไรแต่ไม่อยากลงทุน หรือลงทุนก็ลงทุนแบบโง่ๆ ผมกลับไม่ค่อยรู้สึกว่ามันแย่มากๆ แต่กลับมองว่ามันเป็นโจทย์ของเรา ท่ีเกิดมาอยู่ในประเทศห่วยๆ แบบนี้มันคือความท้าทายและเป็นงานของเรา ผมได้รับพรสวรรค์และโอกาสชีวิตมากมาย ท้ังไม่สมควรจะได้ แต่น้ีแหละ มันคือพระประสงค์ของพระเจ้าต่อเรา ต่อประเทศท่ีเราเกิดและอยู่ในเวลานี้ ผมคิดได้อย่างนี้ผมก็ขอบคุณความห่วยของประเทศ ความทุเรศของคนในชาติขอบคุณพวกเขา ท่ีทำให้การเกิดมาของเรามีความหมาย น่าท้าทาย ลองคิดดูหากเราเกิดมาอยู่ในสังคมท่ีเจริญแล้ว จะมีอะไรเหลือให้ได้ใช้ชีวิตอย่างสุดความสามารถอย่างในประเทศนี้ สร้างชาติไทยให้เป็นอารยะประเทศได้ ฝรั่งต้องยกมือไหว้เราเลย!!!
วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ความดี เวลา ความอดทน
ใน 1 อาทิตย์ผมถูกปฏิเสธความหวังดีถึง 2 ครั้ง ผมกลับมาคิดว่าเป็นเพราะอะไร เพราะอะไรความหวังดีของเราถึงได้รับการตอบแทนอย่างนี้ และพาลคิดอะไรๆ ท่ีไม่ดีอีกหลายอย่าง แต่เม่ือเห็นชีวิตของ William Wilberforce ผู้ท่ีผลักดันกฎหมายยกเลิกการค้าทาสในอังกฤษต้องใช้เวลาถึง 15 ปีกว่ากฎหมายฉบับนี้จะผ่านสภาของอังกฤษ และใช้เวลาอีกตลอดท้ังชีวิตในการรณรงค์การยกเลิกการค้าทาสน้ัน ความดีเป็นเร่ืองท่ีทำได้ยาก แต่เราต้องทำต่อไป มันคล้ายๆ ต้นไม้ท่ีไม่ได้โตในวันเดียวและอีกวันก็ออกผลให้เราได้กิน ไม่ใช่ ATM กดปุ๊บได้ปั๊บ หากเราเช่ือในส่ิงท่ีทำ เราก็ต้องยอมรับความจริงของความดีด้วยว่ามันเป็นเช่นนี้ ไม่เร็วไม่ช้า แต่ต้องรดน้ำด้วยความอดทนรอคอย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




















