วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เวลา

วันนี้ผมขอพูดเรื่องการใช้เวลาของคนเรา สามารถบอกอนาคตของคนคนนั้นได้ สตีฟ จ็อบส์ กล่าวเวลาของเรามันสั้นไม่ควรใช้มันไปกับความคาดหวังหรือกฏเกณ์ของผู้อื่นแต่จงฟังเรียกของหัวใจเราที่เรียกร้องให้ทำ

ผมเห็นผู้บริหารท่านหนึ่งนั่งทานอาหารกับผู้บริหารอีกท่านหนึ่ง โดนส่วนตัวแล้วผมก็ไม่อยากตัดสินใครว่าการกระทำใด ควรหรือไม่ควร แต่หากใช้มุมมองของการใช้เวลาแล้ว ผมเสียดายโอกาสที่ผู้บริหารทั้งสองได้ใช้เวลากับสมาชิกของพวกเขา นั้นสามารถบ่งบอกถึงผลระยะยาวของกิจการว่าจะเจริญไปได้แค่ไหน เวลานั้นสำคัญมากเราอาจมีเวลาได้พบกับคนๆ นั้นเพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิตก็อาจเป็นได้ การใช้เวลาของเราต้องเลือกว่าอะไรสำคัญก่อนหลัง และก็ยังต้องวางแผนด้วย

วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

คู่แข่งคือพรอันประเสริฐ

โดยส่วนตัวผมสมัยก่อนเกลียดการทำธุรกิจตามผู้อื่นที่ทำได้ดีอยู่แล้ว ทำไมต้องไปแข่งไปแย่งกับเขาด้วยคุณไม่มีสมองคิดอะไรใหม่เองหรือ

เพราะโดยส่วนตัวผมต้องการความดีเลิศอยู่แล้วหากธุรกิจของผมประสบความสำเร็จ ผมเองก็ไม่หยุดนิ่งและพอใจกับความสำเร็จนั้นจนไม่มีการพัฒนาต่อไป ยิ่งจะพัฒนาให้ดีขึ้นไปอีกด้วยซ้ำ
แต่นั้นมันผมคนเดียว สำหรับคนอื่นก็คิดแตกต่างกันไป และคนส่วนใหญ่มักจะพึงพอใจกับความสำเร็จในอดีต ในเมื่อบริษัทยังทำกำไลอยู่จะทำอะไรใหม่ให้เหนื่อยไปทำไม

พระเจ้าท่านรู้จุดอ่อนของมนุษย์ในเรื่องนี้ดี จึงประทานพรอย่างนึงคือ คู่แข่ง ให้เกิดในโลกนี้ ไม่ว่าจะเหตุผลอะไร จะมีคนพร้อมลงทุนทำธุรกิจแข่งกับคนที่ทำธุรกิจประสบความสำเร็จอยู่ในขณะนั้นเสมอ

ผมยอมรับว่าเมื่อก่อนผมเกลียดการมาแย่งมาแข่งขันมาก เพราะไม่เข้าใจว่ามันมีประโยชน์จริง ๆ ต่อตัวเราเอง บริการนึงที่ทำให้ผมคิดได้คือ ค่ายผู้ให้บริการมือถือและอินเตอร์เน็ทในบ้านเรา ไม่มีการแข่งขัน ทั้ง 3 บริษัทได้จับตัวลูกค้าเป็นตัวประกัน ลูกค้าไม่มีอำนาจต่อรองอะไร เขาจะคิดค่าบริการเท่าไรเราก็ต้องจ่าย บริการห่วยอย่างไรเราก็ต้องใช้ไปไม่ทางให้เลือก ถึงจะมี 3 เจ้า มันก็ไม่ต่างกันเลยเหมือนคำที่คนไทยนิยมใช้ว่า "ทุกศาสนาก็เหมือนกันหมดคือสอนให้ทุกคนเป็นคนดี(แต่ทุกคนก็ยังเหี้...อยู่)" ชีวิตคนไทยตกเป็นทาสของพวกพ่อค้าที่พึงพอใจกับเงินที่ไหลออกจากกระเป๋าคุณ เข้ากระเป๋าเค้า โดยไม่คิดจะพัฒนาอะไรให้ดีขึ้น

ประชาคมอาเซียน คือ หนึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไม่มากก็น้อย ผมสามารถพูดตรงนี้ได้เลย บริษัทอื่นในประเทศเพื่อนบ้านไม่เอาคุณไว้แน่ พวกเค้ารู้จักคุณดีว่าบริการห่วยขั้นเทพแค่ไหน ลูกค้าพร้อมจะกระโดดหนีทันทีที่มีผู้ให้บริการที่แตกต่าง บริษัทที่มีขนาดเท่าคุณเวลาล้มมันดังมากนะครับ ไอ้นามสกุลที่พวกดาราอยากจะมาร่วมใช้ จะกลายเป็นขี้ปากให้พวกอาจารย์การตลาดในมหาวิทยาลัยยกมาเป็นพร็อตเรื่องเขียนหนังสือว่า "ทำอย่างไรให้ล้มเหมือน A...D...T..." เวลานั้นจะขำไม่ออกนะครับ

Sony vista มหาสมบัติที่เจ้าของไม่เห็นค่า

Sony ผลิตสินค้าเทคโนโลยีมากมาย เคยเป็นเจ้าทีวี เครื่องเล่นเกม แต่นั้นมันคือเมื่อก่อน การนำพาบริษัทแบบขาดทุน 7 ปีซ้อน ไม่ได้ทำให้ผู้บริหารและพนักงานสำเนียจอะไรบางเลย หากยังคงไม่ปรับเปลี่ยนตัวเองก็จะตาม HP ของสหรัฐไปในที่สุด

สิ่งที่น่าเศร้าใจก็คือ ตนเองมีอาวุธที่สามารถต่อกรกับ Apple ได้อยู่ในมือ แต่ด้วยความไม่เป็นเอกภาพของบริษัททำให้ไม่สามารถใช้อาวุธชิ้นนี้ได้อย่างที่มันควรจะเป็น ความโง่ซ้ำซ้อนคือ สินค้าในเครือไม่ต้องการให้อาวุธชิ้นนี้มีบทบาทมากกว่าตน คือ คิดว่านี้คือการเอาตัวรอด(แต่สุดท้ายบริษัทก็จะเจ๊งเอา ไม่ต้องมาจ้างผู้บริหารเห็นแก่ตัวอย่างแกไว้ไง)

Sony vista คือ อาวุธชิ้นนั้นที่ผมกล่าวถึง มันสามารถทำได้เกือบทุกอย่างเหมือน iPad แต่ไม่ดีสักอย่าง ในความเป็นจริงก็สามารถทำได้แต่ไม่ทำเพราะเหตุผลของความเห็นแก่ตัวของผู้บริหารในองค์กร
1. เข้าเน็ทได้แต่ไม่เวิร์ค เพราะ sony teblet จะขายไม่ได้
2. พิมพ์ได้แต่ไม่เวิร์ค เพราะ sony vaio จะขายไม่ได้
3. เล่นเกมส์ได้แต่ไม่เวิร์ค เพราะ play station 3 จะขายไม่ได้
4. ถ่ายรูปได้แต่ไม่เวิร์ค เพราะกลัวกล่อง sony จะขายไม่ได้
5. สามารถให้เป็นโทรศัพท์ได้แต่ไม่ทำเพราะกลัว โทรศัพท์ sony จะขายไม่ได้
6. จะใช้ดูหนังฟังเพลงก็ได้แต่ขี้เกียจทำ เพราะ sony music และ sony pictures จะขายแผ่นบูลเลย์และ cd

ฐานลูกค้าที่เคยเล่นเคยใช้ play 1 จน play 3 ไม่รู้จะเท่าไร แค่การยกระดับการเข้าถึงคอนเทนท์ของลูกค้าด้วยอุปกรณ์เพียงตัวเดียวทำไม่ได้ต้องรอให้บริษัทเจ๊งก่อนแล้วค่อยมาทำก็สายไปแล้ว

วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เงิน 20 บาท

เมื่อวานมีเด็ก ๆ มาซื้อขนมและพูดกันว่าวันนี้ได้เงินมา 20 บาท ผมจึงตั้งคำถาม ถามเด็กนั้นไปว่า หาก 20 บาทนี้เป็น 20 บาทสุดท้ายที่พ่อแม่ให้หนู หนูจะทำอย่างไรกับ 20 บาทนั้น

คำถามนี้ผมถามไปก็ยังไม่มีคำตอบในใจเลย เพียงแต่สังเกตว่าเด็ก ๆ แถวบ้านทำไมถึงเลือกกินเลือกใช้ชีวิตกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์

พ่อค้านักขายส่วนใหญ่มองลูกค้าเป็นเหมือนเหยื่ออันโอชะ หวังแต่คอยฟันเงินในกระเป๋าให้ได้มากที่สุดเท่านั้น แต่สำหรับผมมองลูกค้าว่าเป็นผู้มีพระคุณ และเราจะตอบแทนผู้มีพระคุณต่อเราอย่างไร ทำเลวสนองดีหรือ ไม่ผมไม่ขายเหล้าบุหรี่กับลูกค้าเลย ของอะไรหมดอายุก็ทิ้งไม่เก็บไว้ขาย

เมื่อเห็นเด็ก ๆ ซื้อแต่ขนมไร้ประโยชน์ก็สังเวชใจ ไม่มีใครสอนพวกเขาให้ใช้ชีวิตอย่างฉลาดทำอย่างไร ควรเลือกอะไร จะสร้างคุณค่าแก่ตัวเองได้อย่างไร เพราะวัน ๆ มีแต่ใช้เงินที่พ่อแม่ประเคนให้

รักลูกเหลือเกิน ไม่รู้ตัวเลยว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันคือการ ฆ่าเด็กผ่อนส่ง ไปวัน ๆ เท่านั้น

คำถามว่า 20 บาทสุดท้ายของชีวิตที่พ่อแม่ให้เรา ผมได้รับคำตอบในช่วงกลางคืนก่อนจะเข้านอนคือ

เอา 20 บาทไปลงทุนซื้อขนมมาขาย เมื่อขายหมดก็เอาเงินที่ได้ไปลงทุนอีก จาก 20 บาทก็งอกเงือย เป็นสิบเป็นร้อย แต่จะมีพ่อแม่สักกี่คนที่จะสอนลูกเช่นนี้

โอ้ยกลัวลูกลำบาก เขายังเด็กไปที่จะทำมาหากิน ก็คิดอย่างนี้ประเทศถึงได้เจริญจนเขมรแซงหน้าแล้วครับ ความลำบากในการทำมาหากินไม่เคยฆ่าใคร แต่ไอ้การเลี้ยงลูกให้เป็นลูกเทวดามันทำให้เกิดแพรวา 9 ศพมาแล้ว คุณจะเลือกภูมิใจลูกแบบไหน ภูมิใจที่เป็นแพรวา 9 ศพก็เรื่องของคุณครับ

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ลากเส้นต่อจุดภาคต่อ

มีเรื่องดูเหมือนจะแย่ ๆ เข้ามาในชีวิต แต่ด้วยประสบการณ์ที่เรียนรู้ ทำให้ผมเลือกที่จะตอบสนองต่อปัญหาด้วยวิธีการที่ดีก่อน ไม่ใช่อารมณ์เหมือนแต่ก่อน

มีปัญหาเรื่องหนึ่งซึ่งยังไม่รู้จะจัดการมันอย่างไร แต่วางไว้อย่างอดทน เพราะแก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องไปเครียด แต่เมื่อปัญหาใหม่เข้ามาและเราก็ทำตามหน้าที่ของเราไป กลายเป็นว่าปัญหาใหม่นั้นช่วยแก้ไขปัญหาเก่าได้ด้วย เพียงแค่เราเลือกปฏิบัติต่อปัญหาใหม่อย่างถูกต้อง ผลของการแก้ปัญหาก็ส่งผลต่อเรื่องอื่น ๆ ในชีวิต

ผมเคยกล่าวว่าปัญหาไม่ได้เลวร้ายในตัวมันเอง สิ่งที่เลวร้ายคือความคิดของเราที่มีต่อปัญหา หาเราคิดว่าหมดทาง มันก็มืดมนไปหมด แต่ถ้าคิดว่ามันเป็นโอกาสสำหรับอะไรบางสิ่ง เราก็จะได้ประโยชน์

ประโยคสุดท้ายคือ "พระเจ้าโครตรักผมเลย...!!!"

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เทคนิคการเพิ่มเวลาชีวิตของเรา

คือการใช้ทีมงาน ขยายความคือ ตัวเรามีเวลา 1 วันคือ 24 ชม. หักเวลานอน เดินทาง อาบน้ำ ทานข้าว แต่งตัว อ่านหนังสือพิมพ์ คุยโทรศัพท์กับเพื่อน จะเหลือเวลากับการทำงานไม่มากนัก

ดังนั้น การเพิ่มเวลาให้กับชีวิตเราคือ การใช้เวลาของผู้อื่น หรือทีมงาน หรือสมาชิกในคริสตจักร ยิ่งเรามีตำแหน่งสูงเท่าไร เราก็ยิ่งสามารถดึงเวลาชีวิตของคนภายใต้มาใช้มากเท่านั้น

ศิลปะของผู้นำคือ การกระจายงานให้ผู้อื่น หรือทีมงาน หรือสมาชิก ตามศักยภาพของคน ๆ นั้น ยิ่งเราใช้คนตรงกับงานเท่าไร เราก็ยิ่งได้งานมากขึ้นเท่านั้น

นักธุรกิจบางคนกลัวการจ้างงานมากเพราะ มองเห็นแต่เรื่องรายจ่าย แต่นักธุรกิจบางคนกลับสนใจการขยายองค์กรมีการจ้างงานมาก มีพนักงานมาก เพราะเล็งเห็นผลประโยชน์ด้านเวลานี้

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เรื่องนี้โดนใจมาก

ผมได้อ่านบทความของคุณธนา เธียรอัจฉริยะ
http://www.thairath.co.th/content/life/272856

เล่าเรื่องว่าช่วงตอนปี 40 ฟองสบู่แตก มีคนเล่นหุ้นระดับ vip หมดตัวต้องเดินขายน้ำส้มตามตึกเพื่อยังชีพ คนอื่นที่อาจจะสังเวชใจต่อชะตากรรมของเศรษฐีผู้นี้ สำหรับผมกลับชื่นชมคนที่รู้จักล้มรู้จักสู้และเดินต่อไปไม่อายทำกิน คนแบบนี้ล้มไม่นานครับ ชีวิตคนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ บางเวลาอาจจะล้มเพราะเหตุผลหลายอย่างแต่เมื่อล้มแล้ว ยังลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้สักวันต้องพบกับความสำเร็จครับ

ในปีนั้นการฆ่าตัวตายเป็นระดับแฟชั่น เพราะหลายคนไม่อาจรับสภาพได้ หนีปัญหาและความรับผิดชอบด้วยวิธีง่าย ๆ ทิ้งความรับผิดชอบให้คนข้างหลัง แต่มีหนึ่งคนในผู้ได้รับผลกระทบในช่วงเวลานั้นคือ คุณตัน แห่งอิชิตันหรือตันโออิชิ ก็เป็นหนี้เป็นร้อยล้านเหมือนกัน แต่เขาเลือกที่จะสู้และรับผิดชอบต่อไป ทุกวันนี้เราก็เห็นคุณตันเจริญรุ่งเรืองได้จากการไม่ยอมแพ้

ชีวิตมีล้มมีลุกขอไม่ยอมแพ้และทำหน้าที่ด้วยควพยายามเต็มกำลังที่มี ไม่ว่างานอะไร (สุจริต) มีอนาคตทั้งสิ้น

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ขยะสังคมหรือขยะความคิด?

มาวันนี้ผมได้รับคำตอบของคำถามที่คาใจมานานแล้วเรื่องหนึ่ง

พวกกลุ่มคนหนึ่งที่สังคมเรียกว่า "ขยะสังคม" หรือ นักเรียนนักเลง ช่างกลอาชีวะ โดยส่วนตัวผมยอมรับอย่างเปิดอกว่า มองคนพวกนี้เป็นแค่กากเดนสังคม หรือผลผลิตของพวกพ่อแม่ที่ไร้สมองสอนลูกไม่เป็น วันๆ แค่จ้างพวกมันมาเรียนเท่านั้น

ผมเปิดร้านค้าขายของอุปโภคบริโภคทั่วไป ในร้านผมจะไม่ขายเหล้าบุหรี่ เพราะถือว่าเป็นของไม่ดี เราจะไม่ขายของไม่ดีแก่ลูกค้า ทุกวันจะมีคนพวกนี้เดินเข้ามา ถามว่ามีบุหรี่แบ่งขายไหม (แค่ค่าบุหรี่ยังไม่มีปัญญาจะซื้อทั้งซองเลย)

ผมรำคาญมากกับคนพวกนี้ ในใจอยากให้พวกคนเหล่านี้ตายๆ ไปซะจากโลก สังคมมันจะน่าอยู่ขึ้นหากไม่มีคนพวกนี้ ผมว่าต้องมีคนที่คิดแบบนี้บ้างนะ

วันนี้ขณะที่ผมกำลังคิดเรื่องนี้อยู่ก็เอะใจในเรื่องนี้ บางเรื่องที่ผมได้เจอบ่อยๆ ผมจะเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมผมต้องเจอเรื่องแบบนี้ ทำไมมันจึงเกิดขึ้นอีก ต้องมีอะไรซ่อนอยู่ ต้องมีข้อความบางอย่างที่พระเจ้าจะบอกเรา

เมื่อคิดเช่นนี้ได้จึงเริ่มถาม ถามว่าการกำจัดคนพวกนี้มีกี่แบบ

แบบแรกคือ แบบมนุษย์โดยการกำจัดทิ้ง ฆ่าทิ้ง เอาไปโยนไว้ในขยะ วางไว้หน้าบ้านคนอื่น เป็นต้น (เหมือนเด็กถูกทิ้งเลย)

แบบที่สองคือ แบบพระเจ้า คนพวกนี้ไม่มีพระเจ้าจึงไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีปัญหา ไม่รู้ทางแก้ ไม่มีความสว่างในใจจะนำทาง

เมื่อผมคิดได้เช่นนี้ ผมก็คิดต่อไปอีกว่า หากต้องเดินไปหาคนพวกนี้ ระหว่างเอาปืนไปยิงมันทิ้งมันจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา ผมก็ต้องติดคุก ลูกผมจะมีใครมาเลี้ยงครอบครัวผมใครจะดูแล แต่หากผมเดินเข้าไปประกาศความรักพระเจ้าแก่คนเหล่านี้ ผมว่าวงคงแตกแน่ เหมือนคนผีเข้าโดนข้าวสารเสก แต่ในความเป็นจริงจะมีบางคนที่ใจกำลังแสวงหาความรักความสว่างในชีวิต จะเปิดใจ

ผมได้คิดย้อนไปในอดีตก็พบว่าเคยมีน้องคนหนึ่งที่ชีวิตเขาเคยเป็นแบบนี้มาก่อน ชื่อกระต่ายน้อย ชื่อน่ารักนะครับ แต่ตัวใหญ่มาก เมื่อคนมีพระเจ้าชีวิตก็จะเปลี่ยน บางทีแค่ยังไม่มีใครนำเสนอทางเลือกนี้แก่คนพวกนี้เท่านั้น

คนส่วนใหญ่ก็แค่รังเกลียด ด่าพ่อแม่มันในใจ แต่ก็ไม่ทำอะไรมากไปกว่านี้ เมื่อผมคิดได้อย่างนี้ ความรู้สึกในใจผมก็เปลี่ยนไป มองคนเหล่านี้ในมุมใหม่เปิดโอกาสมากขึ้น

เราไม่รู้ตัวว่าความคิดของเราท่ีคิดว่ามันถูกต้องอยู่แล้วนั้น แต่ความจริงมันเป็นแค่ขยะชิ้นหนึ่งที่เราเก็บไว้ในสมอง เมื่อเราเอาขยะในสมองไปทิ้งและรับความคิดของพระเจ้ามาใส่แทน มุมมองก็เปลี่ยนไป คนที่เรามองเป็นแค่ขยะสังคม เราก็จะเห็นโอกาสที่พวกนั้นจะกลับตัวเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่มือมนุษย์แต่เป็นมือพระเจ้า

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ตัวเรากลั่นแกล้งตัวเราเอง

ผมผ่านอายุใกล้ 40 แล้วได้เรียนรู้จากชีวิตมาพอสมควร และรู้ซึ้งถึงความตกต่ำย่ำแย่ของชีวิตคนๆ หนึ่ง แม้จะไม่ดูยิ่งใหญ่เท่าเหตุการณ์ข่มขืนนานกิง มีคำว่าโชคชะตากลั่นแกล้ง ผมก็อดขำไม่ได้ ความเจริญรุ่งเรืองของคนๆ หนึ่งไม่ได้ตกมาจากฟ้าเฉยๆ แต่มาจากปัจจัยหลากหลายของบุคคลผู้นั้นเองเป็นตัวกำหนด แต่ที่สำคัญคือมันมาจากอุปนิสัย ทุกๆ นิสัย สิ่งที่ผู้นั้นทำบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัย

ผมจะลองยกตัวอย่างหลายๆ เรื่องเช่น ผู้หญิงคนหนึ่งถูกพวกขี้เมารุมข่มขืนในซอยเปลี่ยวระหว่างทางกลับบ้าน หลายคนคงมองเรื่องนี้มันเป็นเวรเป็นกรรมของผู้หญิงคนนั้น แต่จริงๆ มันไม่ใช่ มันเป็นส่วนที่มองเห็นได้จากการขาดความรอบคอบในการดำเนินชีวิตของตัวผู้หญิงนั้นเอง บางคนอาจจะต้องจ่ายราคาต่อการขาดความรอบคอบในการดำเนินชีวิตไม่เท่ากัน

เมื่อเกิดเรื่องร้ายๆ ในชีวิตเรามักไม่ค่อยตั้งคำถาม ถามตัวเราเองว่าเพราะเหตุใด เหตุการณ์นี้จึงเกิดขึ้นกับเรา หลายคนอาจจะเคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นบ่อยๆ โดยเฉพาะผม จะมีความคิดผุดขึ้มมาในสมองว่า อย่าลืมของนะ ไปลงกลอนประตูก่อน อย่าลืมหยิบกระเป๋าตังไปนะ อย่าลืมเอาโน๊ตจดของมาด้วย แต่ในที่สุดเราก็ไม่ไปทำทันทีสุดท้ายก็ลืมก็พลาด

สิ่งเล็กๆ ที่เราทำเป็นประจำๆ จนเป็นนิสัย มันจะกำหนดผลปลายทางชีวิตของเราเอง

ขอยกตัวอย่างหนังซีรีย์ฮ่องกงเรื่องหนึ่ง พ่อพระเอกติดการพนัน ผลาญเงินที่มีอยู่น้อยอยู่แล้วของทางครอบครัวจนหมด ภรรยาไม่มีเงินให้ลูกให้อั่าเปาปีใหม่กับเพื่อนบ้าน ภรรยาต้องให้ลูกหลบหน้าเพื่อนบ้าน แม่พระเอกต้องไปล้วงกระเป๋าเพื่อเอาเงินไปซื้อของเล่นที่เคยสัญญากับลูก แต่ถูกตำรวจจับเสียก่อน แถมกระเป๋าก็เป็นของคนตายที่ถูกขโมยมาอีกที สุดท้ายก็โดนศาลสั่งประหารชีวิตโทษฐานฆ่าคนตาย ส่วนสามีเสียใจมากจึงตัดมือตัวเองเป็นการขอโทษ ต่อมาภรรยาโดนประหาร สามีเป็นบ้าจะเอาลูกๆ ไปโดดตึกตายตามภรรยา

ผมเขียนมาอย่างย่อๆ หากอ่านแล้วคงรู้สึกได้ถึงความน่ารันทดของชีวิตครอบครัวนี้ แต่หากสังเกตดูดีๆ นะครับว่า มันไม่ใช่เรื่องโชคชะตาเลย ผลจากน้ำมือตัวเราเองทั้งนั้น ไม่มีเรื่องเล็กๆ ใดๆ ไม่สำคัญ

ติดการพนันแล้วไงหนักหัวใคร สัญญากับลูกไว้แล้วจะซื้อของเล่นให้ก็ไปทำมาหากินสิครับ ทำไมต้องไปล้วงกระเป๋า ภรรยาติดคุกแล้วไงทำไมต้องตัดมือตัวเอง ทำงานไม่ได้จะเลี้ยงลูกแทนภรรยาได้อย่างไร ภรรยาตายแล้วไง ทำไมต้องเอาลูกๆ ไปโดดตึกเพื่อตายตาม

มีแต่เรื่องสิ้นคิดทั้งสิ้น หากเราใช้สมองไตร่ตรองไม่ดำเนินชีวิตด้วยอารมณ์ เอาเหตุผลเข้าคิดชีวิตจะดีขึ้นแน่นอน

วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2555

โอกาสทองด้านการตลาด

วันนี้เร่ืองท่ีผมจะเขียนอาจจะรุนแรงไปบ้างแต่ก็เป็นเร่ืองจริงล้วนๆ นะครับ
สำหรับคนท่ีต้องการหาธุรกิจใหม่ ต้องอ่าน หลายครั้งเราคิดจะทำอะไรก็มีคนก่อนเราแล้วทุกเร่ืองแล้วเราจะหาสิ่งใหม่มาทำตลาดได้อย่างไร ผมเองก็เคยเจอปัญหานี้มาก่อน ไม่รู้จะหาอะไรใหม่ๆ มาทำ

คำตอบน้ันมันง่ายมากคือไม่อะไรใหม่ท่ีจะให้เราทำอีกแล้ว สิ่งท่ีสามารถทำได้คือความแตกต่าง ทำส่ิงเดียวกันกับแบบของคนอ่ืนแต่ต้องมีความแตกต่างในรายละเอียด เช่น

สินค้าและบริการในปัจจุบันเกือบทุกตัวห่วยหมด สินค้าท่ีเข้าตากรรมการอย่าง apple สินค้ายังมีปัญหาบางเลย 7-11 ท่ีใหญ่นักใหญ่หนายังขายของไม่มีคุณภาพเอาเปรียบลูกค้าเลย มือถือ 3 ค่ายห่วยมาก ดีท่ีมีสัมปทานคุ้มกะลาหัวเท่าน้ัน

ดังน้ันขอเพียงคุณทำสินค้าและบริการให้มันดีกว่าส่ิงท่ีมีอยู่แล้วในตลาด ลูกค้าจะมาหาคุณเอง

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

บทเรียนจากสายน้ำ

มีเร่ืองเล่าความต่างของสองทะเลสาปคือทะเลสาปกาลิลีและทะเลตายคือ ท่ีหน่ึงรับน้ำและไหลออกแต่ทะเลตายไม่ระบายน้ำออก ทะเลสาปกาลิลีจึงมีปลาและมีสิ่งมีชีวิตมากมายต่างจากทะเลตายท่ีไม่มีปลาอยู่เลย

เม่ือหลายปีก่อนผมได้ชมซีรีย์เกาหลีเร่ืองอิมซังอ๊กเป็นเร่ืองของพ่อค้าท่ีประสบความสำเร็จในเร่ืองการค้าและได้เข้าใจหัวใจของการค้าคือการเป็นคน เข้าใจหลักการเร่ื่องเงินเหมือนกระแสน้ำหากไม่ให้มันไหลผ่านมัวแต่เก็บกักไว้กับตัวเงินน้ันจะเน่าเหมือนน้ำ คือระบบเศรษฐศาสตร์โดนรวมจะไม่มีใครได้ประโยชน์ ต้องมีการสร้างงานการจ่ายเงินเดือนการจับจ่ายซื้อขาย ทุกคนจึงจะได้ประโยชน์

และมาวันนี้ผมทำงานท่ีต้องพบปะผู้คนหลากหลายแต่ส่วนใหญ่เป็นคนระดับล่างๆ และงานของผมเป็นท้ังงานค้าขายและงานบริการในตัว การต้องมารองรับอารมณ์และความต้องการของลูกค้าสร้างความไม่พอใจกับตัวผมมาก

เม่ือไม่สบอารมณ์สีหน้าผมก็ไม่ดีแม้จะพยายามพูดด้วยวาจาสุภาพแต่ก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกไม่พอใจ

ทำไมพระเจ้าต้องให้ผมมาเจองานแบบนี้ วัตถุประสงค์ท่ีผมเข้าใจคือ พระเจ้าต้องการเปล่ียนผมให้เป็นผู้ใหญ่ แล้วจะต้องเปล่ียนอย่างไรต้องเป็นแบบไหนละ???

ผมมานึกถึงเร่ืองสายน้ำได้ไม่ใช่แค่เป็นหลักการของการเงินอย่างเดียวแต่เป็นหลักการการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อ่ืนด้วย

คนเรามาจากร้อยพ่อพันแม่ เราไม่สามารถเลือกรับแต่คนดีๆ ท่ีจะเข้ามาในชีวิตเราได้ เราต้องยอมรับและปล่อยผ่านอารมณ์ให้มันไหลผ่านไปดังสายน้ำ ไม่เก็บความขุ่นเคืองใจไว้ การให้อภัยเป็นเร่ืองท่ีต้องทำทันทีแต่ความไว้วางใจต้องอาศัยประวัติท่ีดี

คนเหล่าน้ันเขาจะทำอะไรๆ ไม่ดีใส่เรามันก็เป็นเร่ืองน่าเศร้าต่อตัวเขาเอง แต่เราเก็บกดมันไว้ในใจรังแต่ทำร้ายตัวเอง ปล่อยมันให้ไหลผ่านไป ตัวเราเองกลับเป็นผู้ได้ประโยชน์

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สัมภาษณ์ Rick Waren : เตรียมพร้อมสำหรับชีวิตนิรันดร์

หากคุณเคยมองดูหนังสือที่ขึ้นหัวว่าเป็นหนังสือขายดี ตามชั้นวางหนังสือในร้านไม่ว่าจะเป็นร้านของคริสเตียนหรือไม่ก็ตาม คุณอาจจะเคยเห็นหนังสือของ ริก วอร์เรน “ชีวิตที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์ The Purpose Driven Life” ซึ่งติดทำเนียบอันดับหนังสือขายดีของนิวยอร์คไทมส์ เมื่อมกราคม 2003 และจนถึงปัจจุบันมียอดจำหน่ายถึงประมาณ 19ล้านเล่ม
เมื่อเร็วๆนี้ นิตยสารดิซิชั่น (Decision) ได้สัมภาษณ์ ริก วอร์เรน (ริก รับตำแหน่งรองประธาน
ในเดือนนี้ของพันธกิจบิลลี่ เกรแฮม ครูเสดแห่ง แอล.เอ) เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้และความสำเร็จจากหนังสือที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเขาอย่างไรบ้าง โดย จิม เดลี่

ถาม หนังสือของคุณ “ชีวิตที่ขับเคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์” เป็นหนังสือขายดีติดอันดับ (ที่ไม่ใช่นิยาย) คุณคิดว่าอะไรทำให้หนังสือเล่้มนี้โดนใจผู้คนมากอย่างนี้
ตอบ อย่างแรก, เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนเช่น “ฉันเกิดมาในโลกนี้ทำไม” ใครๆก็สนใจกับคำถามทำนองนี้ คำถามประเภท “ฉันมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร” หรือคำถามที่เกี่ยวข้องกับเป้่าหมายของชีวิตเช่น “อะไรคือเป้าหมายในการมีชีิวิตอยู่ของฉัน” หรือคำถามที่เกี่ยวข้องกับความสำคัญของชีวิตเช่น “ชีวิตฉันมีความสำคัญอะไรบ้างไม๊”

อย่างที่สอง, มันเข้าใจง่าย. ผมทำงานอย่างหนักที่จะทำให้มัน อ่านง่าย เข้าใจง่าย ผมเชื่อว่า
ไม่มีอะไรใหม่แม้แต่ข้อเดียวในหนังสือเล่มนี้ ที่ยังไม่เคยถูกกล่าวถึงมาก่อนในหนังสือคริสเตีียนทั่วไป. มันก็แค่ว่า ผู้คนในแต่ละยุคแต่ละรุ่นก็จะได้ยินได้อ่านกันใหม่อีกซักครั้ง ---ว่าเรามีชีิวิตอยู่ก็เพื่อที่ จะนมัสการพระเจ้า ออกไปประกาศข่าวประเสริฐ มีสามัคคีธรรม ดำเนินชีวิตให้เหมือนกับพระคริสต์ (Discipleship) และดำเนินพันธกิจแห่งการรับใช้

อย่างที่สาม, หนังสือเล่มนี้เป็็นแนว “ต่อต้านหนังสือประเภททำอย่างไรถึงจะ.....” มันขึ้นต้นบรรทัดแรกด้วยคำว่า”เรื่องนี้ ไม่เกี่ยวกับคุณ.” แต่มันน่าขำที่หนังสือเล่มนี้เองกลับถูกจัดอยู่ในหมวด “หนังสือประเภททำอย่างไรถึงจะ......” คุณทดลองตั้งชื่อหนังสืออื่นๆสักเล่มดู หนังสือประเภททำอย่างไรถึงจะ........ ที่ขึ้นต้นบรรทัีดว่า “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณ” ดูสิ

ผมคิดว่าผู้คนกำลังเบื่อหน่ายกับวัฒนธรรมที่เห็นแก่ตัว-เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง หรือวัฒนธรรมที่หลงไหลและชื่นชมในตัวเอง. พวกเขารู้สึกว่า มันน่าที่จะมีอะไรที่สำคัญยิ่งกว่าแค่การ “การพยายามทำทุกอย่างเพื่อเติมเต็มให้กับตัวเอง” และแน่นอน มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ๆ
เพราะเราถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าและก็เพื่อพระเจ้า, จนกว่าเราจะเข้าใจในความจริงข้อนี้, ไม่เช่นนั้น ถึงยังมีชีวิตอยู่ก็อยู่โดยปราศจากความหมาย

ถาม ดังนั้น คุณเลยต้องการช่วยให้คริสเตียนมีความเข้าใจมากขึ้น ในมุมมองที่กว้างขึ้น?
ตอบ ใช่แล้ว. ผู้คนถามผมว่า “อะไรคือจุดมุ่งหมายของชีวิต?” ผมตอบว่า “เอาอย่างย่อๆนะ,
ชีวิตก็คือการเตรียมพร้อมสำหรับนิรันดร์กาล” เราถูกสร้างขึ้นเพื่อให้อยู่ยืนยงตลอดไป, พระเจ้าต้องการให้เราอยู่ในสวรรค์กับพระองค์ สักวันหนึ่ง หัวใจของผมก็จะหยุดเต้น, และนั่นจะเป็นจุดจบของร่างกายผม- แต่ไม่ใช่จุดจบของผม

ผมอาจจะมีชีวิตอยู่ 60 ถึง100ปี บนโลกนี้, แต่ผมจะอยู่ไปอีกเป็นล้านๆปี ในนิรันดร์กาล.
นี้เป็นฉากการเตรียมตัวให้พร้อมเท่านั้น, เป็นเหมือนการซ้อมใหญ่. พระเจ้าต้องการให้เราได้ฝึกหัดการใช้ชีวิตบนโลกนี้ในสิ่งที่เราต้องทำตลอดไปในนิรันดร์กาล.

ถาม: คุณจะนำหลักการยิ่งใหญ่แบบนี้ไปประยุกต์ใช้กับชีวิตอย่างไร?
ตอบ: มันต้องใช้ทั้งวินัยและนิสัย, ชีวิตก็คือการเผชิญกับปัญหาที่ต่อเนื่อง: ไม่ว่าตอนนี้เองที่คุณก็กำลังเผชิญอยู่กับปัญหา, หรืออาจเพิ่งเสร็จสิ้นจากการแก้ปัญหา, หรือกำลังเตรียมที่จะเผชิญกับอีกปัญหาที่กำลังจะเข้ามา.
เหตุผลในเรื่องนี้ก็คือ เพราะพระเจ้าสนใจในคุณลักษณะ (Character) ของตัวคุณมากกว่าสนใจในความสะดวกสบายของคุณ. พระเจ้าสนใจที่จะทำให้ชีวิตของบริสุทธ์มากกว่าทำให้ชีวิตของคุณสนุกสนาน. เราสามารถมีความสุข สนุกสนานอย่างพอเหมาะพอควรบนโลกนี้ได้, แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายของชีวิต. เป้าหมายก็คือการมีคุณลักษณะที่เติบโต มีคุณลักษณะที่เหมือนกับพระเยซูคริสต์.

ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตผม แต่ก็เป็นปีที่ยากลำบากที่สุดด้วย. ภรรยาของผม เคย์,
เธอเป็นมะเร็ง.
ผมเคยคิดว่าชีวิตเปรียบเสมือนเนินเขากับหุบเขา คุณเดินผ่านเวลาอันมืดมิด, แต่แล้วคุณก็เดินขึ้นสู่ยอดเขา, ไปกลับสลับอยู่อย่างนั้น. แต่ผมไม่เชื่อแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว. แทนที่จะเป็นเนินเขากับหุบเขา, ผมเชื่อว่าชีวิตนั้นเป็นเหมือนคู่ขนานของทางรถไฟ, ตลอดเวลาคุณจะเผชิญกับสิ่งดีๆและสิ่งไม่ดีในชีวิต.
ไม่ว่าจะมีสิ่งดีๆอะไรเกิดขึ้นในชีวิตของคุณ มันจะมีสิ่งร้ายๆเข้ามารอให้ต้องไปจัดการ.
และแม้ว่าจะมีสิ่งเลวร้ายอะไรเกิดขึ้นในชีวิต มันก็จะมีสิ่งดีๆให้คุณสามารถขอบคุณพระเจ้าได้เสมออีกเช่นกัน.

คุณสามารถมุ่งมั่นจดจ่อกับวัตถุประสงค์ของคุณ หรือจะจมอยู่กับปัญหาของคุณเอง.
ถ้าคุณจดจ่อที่ปัญหาของคุณเอง คุณก็จะจมลงสู่วังวนในเรื่องตัวตนของคุณเอง ซึ่งก็คือปัญหาของฉัน, เรื่องของฉัน, ความทุกข์ของฉัน. แต่หนึ่งในวิธีง่ายๆที่สุดอันหนึ่งที่จะกำจัดความเจ็บปวดนี้ ก็คือการเบนเป้าหมายให้พ้นไปจากตัวคุณเอง และมุ่งความสนใจไปที่พระเจ้าและคนอื่นๆแทน.

ถาม: คุณต้องใช้เวลาอยู่นานไม๊ในการกลั่นกรอง “ชีวิตที่ขับเคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์” ออกมาเป็น 5วัตถุประสงค์ คือการนมัสการ, การเติบโตในพระคริสต์, การประกาศข่าวประเสริฐ, การมีสามัคคีธรรม และการทำพันธกิจ.
ตอบ: ในขณะที่ผมศึกษาพระวจนะนั้น ผมได้เขียนหนังสือ “คริสตจักรที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์” ในเวลานั้นเอง ผมได้พิจารณาและเริ่มเห็นว่า “อะไรกันแน่ที่เป็นวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของคริสตจักร?” ผมเริ่มมองเห็นโครงสร้างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกที่ปรากฎอยู่ในพระวจนะ
พระเจ้าต้องการให้คริสตจักรเป็นสถานที่ที่ๆมานมัสการพระองค์, เป็นที่ที่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้คนให้เติบโตขึ้นในความเชื่อ นำคนมาถึงความรอดผ่านทางการประกาศ เป็นที่ๆเกิดสามัคคีธรรม และเป็นสถานที่ในการทำพันธกิจที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้คน.
และผมเชื่อว่า สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่เป็นวัตถุประสงค์ของคริสตจักรเท่านั้น แต่มันยังเป็นวัตถุประสงค์ของทุกๆผู้คนด้วย

ประโยคที่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุดของ 5วัตถุประสงค์ก็คือ “พระมหาบัญญัติและพระมหาบัญชา” เราติดป้ายข้อความที่คริสตจักรของเราว่า “ความมุ่งมั่้นแน่วแน่ที่เรามีต่อพระมหาบัญญัติและพระมหาบัญชานั้น จะก่อให้เกิดคริสเตียนที่เกิดผล”

เราได้2วัตถุประสงค์จาก พระมหาบัญญัติ และ 3วัตถุประสงค์จากพระมหาบัญชา.
พระมหาบัญญัติที่กล่าวไว้ในแมททิว 22:35 “จงรักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน” นั่นก็คือการนมัสการ.จากนั้น “จงรักเพื่อนบ้านของท่านเหมือนรักตัวเอง” นั่นคือการทำพันธกิจ

สำหรับพระมหาบัญชาที่กล่าวไว้ในแมทธิว 28:18-20 “เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ” นั่นคือ การออกไปประกาศข่าวประเสริฐขององค์พระเยซูคริสต์.
จากนั้นพระเยซูได้ตรัสว่า “สอนเขาทั้งหลายให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกท่านไว้”
นั้นคือ การเป็นเหมือนกับพระองค์ (Discipleship)
และพระเยซูยังได้บอกต่อว่า “ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์” และวัตถุประสงค์ที่ 5 ก็คือการมีสามัคคีธรรม

ผมอาจจะมีชีวิตอยู่ 60ปี ถึง100ปี บนโลกนี้, แต่ผมจะอยู่ไปอีกเป็นล้านๆปี ในนิรันดร์กาล. นี้เป็นฉากการเตรียมตัวให้พร้อมเท่านั้น, เป็นเหมือนการซ้อมใหญ่ พระเจ้าต้องการให้เราได้ฝึกหัดการใช้ชีวิตบนโลกนี้ในสิ่งที่เราต้องทำตลอดไปในนิรันดร์กาล

-----ริก วอร์เรน


ถาม: พระเยซูเป็นแบบอย่างของการมีชีิวิตที่มีวัตถุประสงค์ แต่ก็มักจะเผชิญกับการถูกขัดขวาง?
ตอบ: นั่นเป็นเพราะว่าวัตถุประสงค์หนึ่งในนั้นก็คือการทำพันธกิจกับผู้คน. พวกเขาไม่ใช่สิ่งที่ขัดขวางหรือรบกวน; แท้จริงแล้ว พวกเขาคือส่วนหนึ่งของแผนการณ์ของพระเจ้า.
ถ้าเราต้องการเป็นเหมือนดั่งพระคริสต์และต้องการให้ชีวิตของเราสอดคล้องกับพระลักษณะของพระองค์. นั่นคือสิ่งที่เราจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อที่จะรักคนอื่นให้เป็น.
คุณต้องรู้ัจักสร้างสานความสัมพันธ์ที่ดี หากคุณต้องการที่เติบโตในทางจิตวิญญาณ.
ในบางศาสนานั้น ผู้ทรงศีลจะแยกตัวออกสันโดษ-อยู่บนเขา เขาจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับมลทินต่างๆของโลกโดยสิ้นเชิง. แต่พระเยซูนั้นกลับทำตรงกันข้าม.
พระองค์ตรัสว่า วิธีที่คุณจะบริสุทธิ์ได้ก็โดยการรักผู้อื่น. พระองค์เองถูกเรียกว่าเป็นเพื่อนของคนบาป. สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่้เป็นเรื่องการขัดขวางแต่เป็นการเกิดขึ้นจากประสงค์ของพระเจ้า

ถาม: ผมควรเริ่มต้นจากตรงไหนดี?
ตอบ: เริ่มด้วยการตั้งคำถามเช่น “ผมจะมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะครอบครองทรัพย์สมบัติให้มากๆ?
เพื่อชื่อเสียง? หรือมีชีวิตที่ต้องถูกผลักดันด้วยแรงกดดันต่างๆ? ด้วยความรู้สึกผิด? ด้วยความรู้่สึกขมขื่น? ความหลงไหลในวัตถุ (นิยม)?
หรือว่าชีวิตผมควรจะถูกผลักดันด้วยวัตถุประสงค์ของพระเจ้า?

เมื่อผมตื่นขึ้นมาในตอนเช้า, นั่งอยู่ข้างเตียงแล้วพูดว่า “ข้าแต่พระเจ้า หากผมไม่ได้ทำอะไรที่
เป็นประโยชน์ในวันนี้, ก็ขอให้ผมมีความปรารถนาที่จะรู้จักพระองค์มากขึ้น รักพระองค์ได้มากยิ่งขึ้นๆ.” เมื่อสิ้นสุดวัน, หากผมรู้จักพระองค์มากขึ้น รักพระองค์ได้มากขึ้น, ผมถือว่า วันนั้นคือวันที่ผมประสพความสำเร็จแล้ว.
ในทางตรงกันข้าม, หากหมดวันแล้วผมยังไม่ได้รู้จักพระองค์ดีขึ้น, ไม่ได้รักพระองค์มากขึ้น,
นั่นเท่ากับว่า ผมได้พลาดวัตถุประสงค์ที่สำคัญข้อแรกของชีวิตไป, และวันนั้นถือว่าเป็นวันที่เสียไปอย่างเปล่าๆ. เพราะพระองค์ไม่ได้ปรารถนาให้ผมอยู่บนโลกนี้เพียงแค่ทำสิ่งที่จะต้องทำให้สำเร็จ (To do list) เท่านั้น. แต่พระองค์สนใจว่าผมเป็นคนอย่างไรมากกว่าสนใจว่าผมได้ทำอะไร. นั่นคือเหตุผลที่คนถึงถูกเรียกว่ามนุษย์ (human-being) ไม่ใช่ human-doing

ถาม: ปีที่ผ่านมานี้เป็นอย่างไรครับ ไม่ใช่แค่เรื่องยอดขายของหนังสือ แต่รวมถึงเรื่องอาการมะเร็งของภรรยาคุณด้วย?
ตอบ: เราค้นพบอย่างรวดเร็วว่า แม้จะมีการอธิษฐานเผื่อนับร้อยนับพันจากผู้คน, แต่พระเจ้า
ก็ไม่ได้ทรงรักษาเคย์ หรือไม่ได้ทำให้ง่ายขึ้นสำหรับเธอ. มันเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างลำบากมากๆสำหรับเธอ, แต่แล้วพระเจ้าก็ได้เสริมสร้างบุคลิกภาพของเธอ เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเธอ,
ทำให้เธอได้เริ่มพันธกิจใหม่ๆ ในการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น, ให้เธอได้เป็นพยานชีวิต, ดึงเธอให้เข้าใกล้พระองค์และกับผู้คน ซึ่งนั้นก็คือวัตถุประสงค์ทั้ง5ที่เรากำลังพูดถึงกันมาตลอดนั้นเอง

คุณต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับสิ่งที่ดีและที่เลวร้ายในชีวิต. แท้จริงแล้ว, บางครั้งการเรียนรู้ที่จะรับมือกับสิ่งดีๆนั่นยากกว่าซะอีก. ตัวอย่างเช่นในปีที่ผ่านมา, ปุ๊ปปั๊ป หนังสือก็มียอดขายถึง 15 ล้านเล่ม. นั่นมันทำให้ผมร่ำรวยขึ้นมาอย่างทันทีทันใด, แต่มันก็นำพาชื่อเสียงที่ครึกโครมมาให้ผมด้วย. ซึ่งเป็นอะไรที่ผมไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเกี่ยวข้องด้วยมาก่อนเลย

ผมไม่คิดว่าพระเจ้าจะให้เงินทองหรือชื่อเสียงแก่คุณเพียงเพื่อเสริมอีโ้ก้ให้กับตัวคุณเองหรือเพื่อให้คุณใช้ชีวิตสุขสบายอย่างคนเห็นแก่ตัวเท่าันั้น. ดังนั้นผมจึงได้เริ่มถามพระองค์ว่า “พระองค์ต้องการให้ผมทำอะไรกับเงินก้อนนี้ กับชื่อเสียงนี้ กับอิทธิพลที่ผมจะโน้มน้าวผู้ื่อื่นได้”

พระองค์ตอบผมโดยให้วจนะที่แตกต่างกัน 2ประการแก่ผม ซึ่งช่วยให้เราตัดสินได้ว่าจะต้องทำอย่างไร อย่างแรกก็คือพระองค์ได้ให้พระวจนะใน 1โครินธ์ บทที่9 อาจารย์เปาโลกล่าวว่า
14คนที่ประกาศข่าวประเสริฐควรได้รับการเลี้ยงชีพด้วยข่าวประเสริฐ 18แล้วอะไรเล่าจะเป็นบำเหน็จของข้าพเจ้า คือเมื่อข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐ ข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์โดยไม่คิดค่าจ้าง เพื่อจะไม่ได้ใช้สิทธิ์ในข่าวประเสริฐนั้นอย่างเต็มที่

ซึ่งนั่นก็คือการที่อาจารย์เปาโลไม่ยอมใช้สิทธินี้ ก็เพื่อที่อาจารย์จะสามารถรับใช้พระเจ้าได้อย่างอิสระได้ โดยไม่ต้องตกเป็นทาสหรือขึ้นอยู่กับมนุษย์ผู้ใด ดังนั้น เราทั้งสองเลยได้ตัดสินใจออกมาเป็น 4ประการด้วยกัน

แม้ว่ามีีเงินทองเข้ามามากมาย เราทั้งคู่ก็จะไม่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของเราแม้แต่น้อย เราไม่ซื้อข้าวของแพงๆ หรูหรา หรือข้าวของชิ้นใหญ่ อะไรทั้งนั้น
ประมาณราวๆครึ่งปีที่แล้ว ผมได้หยุดรับเงินเดือนจากคริสตจักร
เราได้จัดตั้งมูลนิธิขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่สนับสนุนความคิดริเริ่มของเราที่เรียกว่า “เดอะพีซแพลน THE PEACE PLAN” ซึ่งก็คือ
Planting-การสร้างคริสตจักรใหม่ๆ
Equip-เสริมสร้างขีดความสามารถให้กับผู้นำ
Assist ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ยากไร้
Care ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยและ
Educate การให้ความรู้แก่คนรุ่นต่อๆไป

ผมได้คำนวณเงินทั้งหมดที่คริสตจักรได้ให้กับผมมาตลอด 24ปี ตั้งแต่ผมเริ่มสร้างคริสตจักรแห่งนี้ ผมได้นำเงินทั้งหมดคืนกลับไป ซึ่งมันเป็นเหมือนกับเสรีภาพที่ทำให้ผมได้รับใช้พระเจ้าได้อย่างเต็มที่ ได้อย่างอิสระด้วยจิตใจของผม โดยไม่ต้องมีค่าจ้าง
จากนั้น เมื่อเราพูดถึงอิทธิพลต่อผู้ัื่อื่นที่พระเจ้าให้ไว้กับผม พระองค์ได้ชี้แนะให้ผม
ในพระธรรมสดุดีบทที่ 72 เป็นคำอธิษฐานของโซโลมอนที่วิงวอนขอพระเจ้าให้เขามีอิทธิพลต่อผู้ือื่นมากยิ่งขึ้น เมื่อคุณเริ่มอ่านสดุดีบทนี้ ตอนแรกมันดูเหมือนเป็นคำอธิษฐานที่เห็นแก่ตัว ในเวลานั้นโซโลมอนเองเป็นคนที่ฉลาดที่สุด รวยที่สุด เป็นคนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังต้องการให้พระเจ้าให้เขามีอำนาจมากขึ้น มีอิทธิพลมากขึ้น
แต่เมื่ออ่านต่อไปอีกจึงได้รู้ว่า เขาต้องการสิ่งนี้ก็เพื่อที่เขาจะได้ช่วยเหลือผู้ที่ถูกกดขี่ ปกป้องผู้ที่ต่อสู้กับความทุกข์ทรมาน ต่อสู้เพื่อผู้ที่อดอยากหิวโหย และขอสติปัญญาจากพระเจ้าเพื่อที่จะตัดสินในสิ่งต่างๆได้อย่างยุติธรรมด้วยความใส่ใจ ห่วงใย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วนี่ก็คือการดูแลผู้คนที่ถูกละเลยในสังคมนั้นเอง

สำหรับผมแล้ว, พระเจ้าได้ตรัสว่า “วัตถุประสงค์ที่ให้ผมมีอิทธิพลต่อผู้ื่อื่นนั้น ก็เพื่อให้ผมเป็นปากเสียงให้กับผู้ที่ไม่มีโอกาส ไม่มีปากเสียง”. นี่เองเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับผม.
ซึ่งผมต้องกลับใจใหม่และยอมรับว่า ปกติแล้วทั้งแม่หม้ายและเด็กกำพร้านั้น อยู่นอกสายตาผม. แต่ปัจจุบันนี้ พระองค์ตรัสกับผมว่า “เราได้มอบสถานภาพนี้ให้แก่เจ้า เพื่อให้เจ้าเป็นปากเสียงแทนผู้ที่ไร้โอกาสในสังคม” และผมได้ตอบพระองค์ไปว่า, “ผมตกลง”

เราตั้งใจที่จะใช้ความมั่งคั่งและอิทธิพลที่เรามีต่อผู้ื่อื่นนั้นไปดำเนินโครงการณ์ “เดอะพีซแพลน”
(THE PEACE PLAN) เพื่อผลักดันให้คริสตจักรนับร้อยนับพันแห่ง ให้เป็นปากเสียงแทนคนที่ไม่มีปากเสียง. นี่คือแนวทางใหม่หมดที่เราได้ทำ และผมรู้ว่านี่คือสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้ผมทำ.
วลีที่ผมนำมาใช้ให้กับชีวิตส่วนที่เหลือของผมก็คือ “จงดำเนินชีวิตเพื่อให้พระสิริของพระเจ้า
แผ่ขยายไปจนสุดปลายแผ่นดินโลก”
วัตถุประสงค์ต่างๆทั้งหมดที่มีนี้ ก็เพื่อสิ่งต่างๆเหล่านี้นั่นเอง

จิม เดลี่ บรรณาธิการบริหารนิตยสารดิซิชั่น
?บิลลี่ เกรแฮม องค์กรเพื่อการประกาศ; ภาพประกอบโดย เกร็ก ชไนเดอร์
จากนิตยสาร ดิซิชั่น ฉบับเดือนพฤษจิกายน 2004

วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2555

ซื้อเวลา

เวลาเป็นส่ิงท่ีทุกคนมีเท่ากัน 24 ชม. แต่ทุกคนใช้เวลาไม่เท่ากัน บางคนฆ่าเวลาปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างสูญเปล่า

การซื้อเวลา ในท่ีนี้หมายถึง การเล่ือนเวลาและกำหนดของส่ิงใดส่ิงหนึ่งออกไป แต่ไม่สามารถยับยั้งไม่ให้ส่ิงน้ันปรากฏออกมาได้

เร่ืองนี้เป็นเร่ืองสำคัญมาก ท่ีผมจะแบ่งบันให้ฟัง ครอบครัวผมท้ังหมดไม่ว่าจะฝ่ายพ่อหรือฝ่ายแม่ ทุกคนต่างใช้ชีวิตแบบซื้อเวลากันท้ังหมด รวมท้ังตัวผมด้วย ทุกคนต่างชีวิตพังพินาศและชิบหายในรูปแบบและตามการกระทำของตนเอง และมันไม่ต้องรอชาติหน้าด้วยเห็นกันจะจะเลย

ผมมาคิดได้ในเร่ืองนี้เม่ือไม่นานมานี้เอง ตอนนี้ผมอายุ 38 แล้ว แต่ส่ิงท่ีผมคิดได้และเลิกส่ิงต่างๆ ท่ีเป็นเพียงการซื้อเวลา มันทำให้ผมปลอดภัยจากการล่มสลายของชีวิตในอนาคต

การกระทำใดใดท่ีไม่ถูกต้องมันเป็นเพียงการซื้อเวลาเท่าน้ัน แม้เราอาจจะได้ส่ิงใดใดท่ีปราถนา แต่ได้มาด้วยวิธีการไม่ถูกต้องหรือเวลาท่ีไม่สมควร เม่ือกำหนดเวลาหมดลงเราก็จะสูญเสียส่ิงน้ันไปอยู่ดี

มีอาจารย์ท่านหน่ึงได้กล่าวไว้ว่า "หากเป็นของของเรา เราก็จะได้ในท่ีสุด แต่หากไม่ใช่ของของเรา เราก็ไม่ต้องไปอยากได้มัน" ซ่ึงน้ันตรงกันข้ามกับตลอดชีวิตผมท่ีแล้วมา ผมคิดว่าหากเราใช้ความฉลาดสุดท้ายเราก็จะได้ส่ิงท่ีเราปราถนา แต่ไม่เคยคิดเลยว่ามันเป็นของของเราจริงๆ หรือเปล่า และทำไมเราต้องไปใช้วิธีฉลาดๆ เพ่ือจะได้มาด้วย หากใช้วิธีท่ีถูกต้องแล้วไม่ได้มา ก็ไม่เอาสิ ไม่ต้องใช้วิธีอ่ืนอีก

ผมขอให้ท่านท่ีอ่านอยู่ตีความหมายของเร่ืองนี้ออก และเข้าใจความหมายของเร่ืองนี้ และลงมือเปล่ียนความคิดและหยุดใช้ชีวิตท่ีเป็นเพียงการซื้อเวลา คุณจะมีความสุขแบบผมท่ีผมมีอยู่ตอนนี้