วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ขยะสังคมหรือขยะความคิด?

มาวันนี้ผมได้รับคำตอบของคำถามที่คาใจมานานแล้วเรื่องหนึ่ง

พวกกลุ่มคนหนึ่งที่สังคมเรียกว่า "ขยะสังคม" หรือ นักเรียนนักเลง ช่างกลอาชีวะ โดยส่วนตัวผมยอมรับอย่างเปิดอกว่า มองคนพวกนี้เป็นแค่กากเดนสังคม หรือผลผลิตของพวกพ่อแม่ที่ไร้สมองสอนลูกไม่เป็น วันๆ แค่จ้างพวกมันมาเรียนเท่านั้น

ผมเปิดร้านค้าขายของอุปโภคบริโภคทั่วไป ในร้านผมจะไม่ขายเหล้าบุหรี่ เพราะถือว่าเป็นของไม่ดี เราจะไม่ขายของไม่ดีแก่ลูกค้า ทุกวันจะมีคนพวกนี้เดินเข้ามา ถามว่ามีบุหรี่แบ่งขายไหม (แค่ค่าบุหรี่ยังไม่มีปัญญาจะซื้อทั้งซองเลย)

ผมรำคาญมากกับคนพวกนี้ ในใจอยากให้พวกคนเหล่านี้ตายๆ ไปซะจากโลก สังคมมันจะน่าอยู่ขึ้นหากไม่มีคนพวกนี้ ผมว่าต้องมีคนที่คิดแบบนี้บ้างนะ

วันนี้ขณะที่ผมกำลังคิดเรื่องนี้อยู่ก็เอะใจในเรื่องนี้ บางเรื่องที่ผมได้เจอบ่อยๆ ผมจะเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมผมต้องเจอเรื่องแบบนี้ ทำไมมันจึงเกิดขึ้นอีก ต้องมีอะไรซ่อนอยู่ ต้องมีข้อความบางอย่างที่พระเจ้าจะบอกเรา

เมื่อคิดเช่นนี้ได้จึงเริ่มถาม ถามว่าการกำจัดคนพวกนี้มีกี่แบบ

แบบแรกคือ แบบมนุษย์โดยการกำจัดทิ้ง ฆ่าทิ้ง เอาไปโยนไว้ในขยะ วางไว้หน้าบ้านคนอื่น เป็นต้น (เหมือนเด็กถูกทิ้งเลย)

แบบที่สองคือ แบบพระเจ้า คนพวกนี้ไม่มีพระเจ้าจึงไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีปัญหา ไม่รู้ทางแก้ ไม่มีความสว่างในใจจะนำทาง

เมื่อผมคิดได้เช่นนี้ ผมก็คิดต่อไปอีกว่า หากต้องเดินไปหาคนพวกนี้ ระหว่างเอาปืนไปยิงมันทิ้งมันจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา ผมก็ต้องติดคุก ลูกผมจะมีใครมาเลี้ยงครอบครัวผมใครจะดูแล แต่หากผมเดินเข้าไปประกาศความรักพระเจ้าแก่คนเหล่านี้ ผมว่าวงคงแตกแน่ เหมือนคนผีเข้าโดนข้าวสารเสก แต่ในความเป็นจริงจะมีบางคนที่ใจกำลังแสวงหาความรักความสว่างในชีวิต จะเปิดใจ

ผมได้คิดย้อนไปในอดีตก็พบว่าเคยมีน้องคนหนึ่งที่ชีวิตเขาเคยเป็นแบบนี้มาก่อน ชื่อกระต่ายน้อย ชื่อน่ารักนะครับ แต่ตัวใหญ่มาก เมื่อคนมีพระเจ้าชีวิตก็จะเปลี่ยน บางทีแค่ยังไม่มีใครนำเสนอทางเลือกนี้แก่คนพวกนี้เท่านั้น

คนส่วนใหญ่ก็แค่รังเกลียด ด่าพ่อแม่มันในใจ แต่ก็ไม่ทำอะไรมากไปกว่านี้ เมื่อผมคิดได้อย่างนี้ ความรู้สึกในใจผมก็เปลี่ยนไป มองคนเหล่านี้ในมุมใหม่เปิดโอกาสมากขึ้น

เราไม่รู้ตัวว่าความคิดของเราท่ีคิดว่ามันถูกต้องอยู่แล้วนั้น แต่ความจริงมันเป็นแค่ขยะชิ้นหนึ่งที่เราเก็บไว้ในสมอง เมื่อเราเอาขยะในสมองไปทิ้งและรับความคิดของพระเจ้ามาใส่แทน มุมมองก็เปลี่ยนไป คนที่เรามองเป็นแค่ขยะสังคม เราก็จะเห็นโอกาสที่พวกนั้นจะกลับตัวเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่มือมนุษย์แต่เป็นมือพระเจ้า

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ตัวเรากลั่นแกล้งตัวเราเอง

ผมผ่านอายุใกล้ 40 แล้วได้เรียนรู้จากชีวิตมาพอสมควร และรู้ซึ้งถึงความตกต่ำย่ำแย่ของชีวิตคนๆ หนึ่ง แม้จะไม่ดูยิ่งใหญ่เท่าเหตุการณ์ข่มขืนนานกิง มีคำว่าโชคชะตากลั่นแกล้ง ผมก็อดขำไม่ได้ ความเจริญรุ่งเรืองของคนๆ หนึ่งไม่ได้ตกมาจากฟ้าเฉยๆ แต่มาจากปัจจัยหลากหลายของบุคคลผู้นั้นเองเป็นตัวกำหนด แต่ที่สำคัญคือมันมาจากอุปนิสัย ทุกๆ นิสัย สิ่งที่ผู้นั้นทำบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัย

ผมจะลองยกตัวอย่างหลายๆ เรื่องเช่น ผู้หญิงคนหนึ่งถูกพวกขี้เมารุมข่มขืนในซอยเปลี่ยวระหว่างทางกลับบ้าน หลายคนคงมองเรื่องนี้มันเป็นเวรเป็นกรรมของผู้หญิงคนนั้น แต่จริงๆ มันไม่ใช่ มันเป็นส่วนที่มองเห็นได้จากการขาดความรอบคอบในการดำเนินชีวิตของตัวผู้หญิงนั้นเอง บางคนอาจจะต้องจ่ายราคาต่อการขาดความรอบคอบในการดำเนินชีวิตไม่เท่ากัน

เมื่อเกิดเรื่องร้ายๆ ในชีวิตเรามักไม่ค่อยตั้งคำถาม ถามตัวเราเองว่าเพราะเหตุใด เหตุการณ์นี้จึงเกิดขึ้นกับเรา หลายคนอาจจะเคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นบ่อยๆ โดยเฉพาะผม จะมีความคิดผุดขึ้มมาในสมองว่า อย่าลืมของนะ ไปลงกลอนประตูก่อน อย่าลืมหยิบกระเป๋าตังไปนะ อย่าลืมเอาโน๊ตจดของมาด้วย แต่ในที่สุดเราก็ไม่ไปทำทันทีสุดท้ายก็ลืมก็พลาด

สิ่งเล็กๆ ที่เราทำเป็นประจำๆ จนเป็นนิสัย มันจะกำหนดผลปลายทางชีวิตของเราเอง

ขอยกตัวอย่างหนังซีรีย์ฮ่องกงเรื่องหนึ่ง พ่อพระเอกติดการพนัน ผลาญเงินที่มีอยู่น้อยอยู่แล้วของทางครอบครัวจนหมด ภรรยาไม่มีเงินให้ลูกให้อั่าเปาปีใหม่กับเพื่อนบ้าน ภรรยาต้องให้ลูกหลบหน้าเพื่อนบ้าน แม่พระเอกต้องไปล้วงกระเป๋าเพื่อเอาเงินไปซื้อของเล่นที่เคยสัญญากับลูก แต่ถูกตำรวจจับเสียก่อน แถมกระเป๋าก็เป็นของคนตายที่ถูกขโมยมาอีกที สุดท้ายก็โดนศาลสั่งประหารชีวิตโทษฐานฆ่าคนตาย ส่วนสามีเสียใจมากจึงตัดมือตัวเองเป็นการขอโทษ ต่อมาภรรยาโดนประหาร สามีเป็นบ้าจะเอาลูกๆ ไปโดดตึกตายตามภรรยา

ผมเขียนมาอย่างย่อๆ หากอ่านแล้วคงรู้สึกได้ถึงความน่ารันทดของชีวิตครอบครัวนี้ แต่หากสังเกตดูดีๆ นะครับว่า มันไม่ใช่เรื่องโชคชะตาเลย ผลจากน้ำมือตัวเราเองทั้งนั้น ไม่มีเรื่องเล็กๆ ใดๆ ไม่สำคัญ

ติดการพนันแล้วไงหนักหัวใคร สัญญากับลูกไว้แล้วจะซื้อของเล่นให้ก็ไปทำมาหากินสิครับ ทำไมต้องไปล้วงกระเป๋า ภรรยาติดคุกแล้วไงทำไมต้องตัดมือตัวเอง ทำงานไม่ได้จะเลี้ยงลูกแทนภรรยาได้อย่างไร ภรรยาตายแล้วไง ทำไมต้องเอาลูกๆ ไปโดดตึกเพื่อตายตาม

มีแต่เรื่องสิ้นคิดทั้งสิ้น หากเราใช้สมองไตร่ตรองไม่ดำเนินชีวิตด้วยอารมณ์ เอาเหตุผลเข้าคิดชีวิตจะดีขึ้นแน่นอน