วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เวลา

วันนี้ผมขอพูดเรื่องการใช้เวลาของคนเรา สามารถบอกอนาคตของคนคนนั้นได้ สตีฟ จ็อบส์ กล่าวเวลาของเรามันสั้นไม่ควรใช้มันไปกับความคาดหวังหรือกฏเกณ์ของผู้อื่นแต่จงฟังเรียกของหัวใจเราที่เรียกร้องให้ทำ

ผมเห็นผู้บริหารท่านหนึ่งนั่งทานอาหารกับผู้บริหารอีกท่านหนึ่ง โดนส่วนตัวแล้วผมก็ไม่อยากตัดสินใครว่าการกระทำใด ควรหรือไม่ควร แต่หากใช้มุมมองของการใช้เวลาแล้ว ผมเสียดายโอกาสที่ผู้บริหารทั้งสองได้ใช้เวลากับสมาชิกของพวกเขา นั้นสามารถบ่งบอกถึงผลระยะยาวของกิจการว่าจะเจริญไปได้แค่ไหน เวลานั้นสำคัญมากเราอาจมีเวลาได้พบกับคนๆ นั้นเพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิตก็อาจเป็นได้ การใช้เวลาของเราต้องเลือกว่าอะไรสำคัญก่อนหลัง และก็ยังต้องวางแผนด้วย

วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

คู่แข่งคือพรอันประเสริฐ

โดยส่วนตัวผมสมัยก่อนเกลียดการทำธุรกิจตามผู้อื่นที่ทำได้ดีอยู่แล้ว ทำไมต้องไปแข่งไปแย่งกับเขาด้วยคุณไม่มีสมองคิดอะไรใหม่เองหรือ

เพราะโดยส่วนตัวผมต้องการความดีเลิศอยู่แล้วหากธุรกิจของผมประสบความสำเร็จ ผมเองก็ไม่หยุดนิ่งและพอใจกับความสำเร็จนั้นจนไม่มีการพัฒนาต่อไป ยิ่งจะพัฒนาให้ดีขึ้นไปอีกด้วยซ้ำ
แต่นั้นมันผมคนเดียว สำหรับคนอื่นก็คิดแตกต่างกันไป และคนส่วนใหญ่มักจะพึงพอใจกับความสำเร็จในอดีต ในเมื่อบริษัทยังทำกำไลอยู่จะทำอะไรใหม่ให้เหนื่อยไปทำไม

พระเจ้าท่านรู้จุดอ่อนของมนุษย์ในเรื่องนี้ดี จึงประทานพรอย่างนึงคือ คู่แข่ง ให้เกิดในโลกนี้ ไม่ว่าจะเหตุผลอะไร จะมีคนพร้อมลงทุนทำธุรกิจแข่งกับคนที่ทำธุรกิจประสบความสำเร็จอยู่ในขณะนั้นเสมอ

ผมยอมรับว่าเมื่อก่อนผมเกลียดการมาแย่งมาแข่งขันมาก เพราะไม่เข้าใจว่ามันมีประโยชน์จริง ๆ ต่อตัวเราเอง บริการนึงที่ทำให้ผมคิดได้คือ ค่ายผู้ให้บริการมือถือและอินเตอร์เน็ทในบ้านเรา ไม่มีการแข่งขัน ทั้ง 3 บริษัทได้จับตัวลูกค้าเป็นตัวประกัน ลูกค้าไม่มีอำนาจต่อรองอะไร เขาจะคิดค่าบริการเท่าไรเราก็ต้องจ่าย บริการห่วยอย่างไรเราก็ต้องใช้ไปไม่ทางให้เลือก ถึงจะมี 3 เจ้า มันก็ไม่ต่างกันเลยเหมือนคำที่คนไทยนิยมใช้ว่า "ทุกศาสนาก็เหมือนกันหมดคือสอนให้ทุกคนเป็นคนดี(แต่ทุกคนก็ยังเหี้...อยู่)" ชีวิตคนไทยตกเป็นทาสของพวกพ่อค้าที่พึงพอใจกับเงินที่ไหลออกจากกระเป๋าคุณ เข้ากระเป๋าเค้า โดยไม่คิดจะพัฒนาอะไรให้ดีขึ้น

ประชาคมอาเซียน คือ หนึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไม่มากก็น้อย ผมสามารถพูดตรงนี้ได้เลย บริษัทอื่นในประเทศเพื่อนบ้านไม่เอาคุณไว้แน่ พวกเค้ารู้จักคุณดีว่าบริการห่วยขั้นเทพแค่ไหน ลูกค้าพร้อมจะกระโดดหนีทันทีที่มีผู้ให้บริการที่แตกต่าง บริษัทที่มีขนาดเท่าคุณเวลาล้มมันดังมากนะครับ ไอ้นามสกุลที่พวกดาราอยากจะมาร่วมใช้ จะกลายเป็นขี้ปากให้พวกอาจารย์การตลาดในมหาวิทยาลัยยกมาเป็นพร็อตเรื่องเขียนหนังสือว่า "ทำอย่างไรให้ล้มเหมือน A...D...T..." เวลานั้นจะขำไม่ออกนะครับ

Sony vista มหาสมบัติที่เจ้าของไม่เห็นค่า

Sony ผลิตสินค้าเทคโนโลยีมากมาย เคยเป็นเจ้าทีวี เครื่องเล่นเกม แต่นั้นมันคือเมื่อก่อน การนำพาบริษัทแบบขาดทุน 7 ปีซ้อน ไม่ได้ทำให้ผู้บริหารและพนักงานสำเนียจอะไรบางเลย หากยังคงไม่ปรับเปลี่ยนตัวเองก็จะตาม HP ของสหรัฐไปในที่สุด

สิ่งที่น่าเศร้าใจก็คือ ตนเองมีอาวุธที่สามารถต่อกรกับ Apple ได้อยู่ในมือ แต่ด้วยความไม่เป็นเอกภาพของบริษัททำให้ไม่สามารถใช้อาวุธชิ้นนี้ได้อย่างที่มันควรจะเป็น ความโง่ซ้ำซ้อนคือ สินค้าในเครือไม่ต้องการให้อาวุธชิ้นนี้มีบทบาทมากกว่าตน คือ คิดว่านี้คือการเอาตัวรอด(แต่สุดท้ายบริษัทก็จะเจ๊งเอา ไม่ต้องมาจ้างผู้บริหารเห็นแก่ตัวอย่างแกไว้ไง)

Sony vista คือ อาวุธชิ้นนั้นที่ผมกล่าวถึง มันสามารถทำได้เกือบทุกอย่างเหมือน iPad แต่ไม่ดีสักอย่าง ในความเป็นจริงก็สามารถทำได้แต่ไม่ทำเพราะเหตุผลของความเห็นแก่ตัวของผู้บริหารในองค์กร
1. เข้าเน็ทได้แต่ไม่เวิร์ค เพราะ sony teblet จะขายไม่ได้
2. พิมพ์ได้แต่ไม่เวิร์ค เพราะ sony vaio จะขายไม่ได้
3. เล่นเกมส์ได้แต่ไม่เวิร์ค เพราะ play station 3 จะขายไม่ได้
4. ถ่ายรูปได้แต่ไม่เวิร์ค เพราะกลัวกล่อง sony จะขายไม่ได้
5. สามารถให้เป็นโทรศัพท์ได้แต่ไม่ทำเพราะกลัว โทรศัพท์ sony จะขายไม่ได้
6. จะใช้ดูหนังฟังเพลงก็ได้แต่ขี้เกียจทำ เพราะ sony music และ sony pictures จะขายแผ่นบูลเลย์และ cd

ฐานลูกค้าที่เคยเล่นเคยใช้ play 1 จน play 3 ไม่รู้จะเท่าไร แค่การยกระดับการเข้าถึงคอนเทนท์ของลูกค้าด้วยอุปกรณ์เพียงตัวเดียวทำไม่ได้ต้องรอให้บริษัทเจ๊งก่อนแล้วค่อยมาทำก็สายไปแล้ว

วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เงิน 20 บาท

เมื่อวานมีเด็ก ๆ มาซื้อขนมและพูดกันว่าวันนี้ได้เงินมา 20 บาท ผมจึงตั้งคำถาม ถามเด็กนั้นไปว่า หาก 20 บาทนี้เป็น 20 บาทสุดท้ายที่พ่อแม่ให้หนู หนูจะทำอย่างไรกับ 20 บาทนั้น

คำถามนี้ผมถามไปก็ยังไม่มีคำตอบในใจเลย เพียงแต่สังเกตว่าเด็ก ๆ แถวบ้านทำไมถึงเลือกกินเลือกใช้ชีวิตกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์

พ่อค้านักขายส่วนใหญ่มองลูกค้าเป็นเหมือนเหยื่ออันโอชะ หวังแต่คอยฟันเงินในกระเป๋าให้ได้มากที่สุดเท่านั้น แต่สำหรับผมมองลูกค้าว่าเป็นผู้มีพระคุณ และเราจะตอบแทนผู้มีพระคุณต่อเราอย่างไร ทำเลวสนองดีหรือ ไม่ผมไม่ขายเหล้าบุหรี่กับลูกค้าเลย ของอะไรหมดอายุก็ทิ้งไม่เก็บไว้ขาย

เมื่อเห็นเด็ก ๆ ซื้อแต่ขนมไร้ประโยชน์ก็สังเวชใจ ไม่มีใครสอนพวกเขาให้ใช้ชีวิตอย่างฉลาดทำอย่างไร ควรเลือกอะไร จะสร้างคุณค่าแก่ตัวเองได้อย่างไร เพราะวัน ๆ มีแต่ใช้เงินที่พ่อแม่ประเคนให้

รักลูกเหลือเกิน ไม่รู้ตัวเลยว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันคือการ ฆ่าเด็กผ่อนส่ง ไปวัน ๆ เท่านั้น

คำถามว่า 20 บาทสุดท้ายของชีวิตที่พ่อแม่ให้เรา ผมได้รับคำตอบในช่วงกลางคืนก่อนจะเข้านอนคือ

เอา 20 บาทไปลงทุนซื้อขนมมาขาย เมื่อขายหมดก็เอาเงินที่ได้ไปลงทุนอีก จาก 20 บาทก็งอกเงือย เป็นสิบเป็นร้อย แต่จะมีพ่อแม่สักกี่คนที่จะสอนลูกเช่นนี้

โอ้ยกลัวลูกลำบาก เขายังเด็กไปที่จะทำมาหากิน ก็คิดอย่างนี้ประเทศถึงได้เจริญจนเขมรแซงหน้าแล้วครับ ความลำบากในการทำมาหากินไม่เคยฆ่าใคร แต่ไอ้การเลี้ยงลูกให้เป็นลูกเทวดามันทำให้เกิดแพรวา 9 ศพมาแล้ว คุณจะเลือกภูมิใจลูกแบบไหน ภูมิใจที่เป็นแพรวา 9 ศพก็เรื่องของคุณครับ

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ลากเส้นต่อจุดภาคต่อ

มีเรื่องดูเหมือนจะแย่ ๆ เข้ามาในชีวิต แต่ด้วยประสบการณ์ที่เรียนรู้ ทำให้ผมเลือกที่จะตอบสนองต่อปัญหาด้วยวิธีการที่ดีก่อน ไม่ใช่อารมณ์เหมือนแต่ก่อน

มีปัญหาเรื่องหนึ่งซึ่งยังไม่รู้จะจัดการมันอย่างไร แต่วางไว้อย่างอดทน เพราะแก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องไปเครียด แต่เมื่อปัญหาใหม่เข้ามาและเราก็ทำตามหน้าที่ของเราไป กลายเป็นว่าปัญหาใหม่นั้นช่วยแก้ไขปัญหาเก่าได้ด้วย เพียงแค่เราเลือกปฏิบัติต่อปัญหาใหม่อย่างถูกต้อง ผลของการแก้ปัญหาก็ส่งผลต่อเรื่องอื่น ๆ ในชีวิต

ผมเคยกล่าวว่าปัญหาไม่ได้เลวร้ายในตัวมันเอง สิ่งที่เลวร้ายคือความคิดของเราที่มีต่อปัญหา หาเราคิดว่าหมดทาง มันก็มืดมนไปหมด แต่ถ้าคิดว่ามันเป็นโอกาสสำหรับอะไรบางสิ่ง เราก็จะได้ประโยชน์

ประโยคสุดท้ายคือ "พระเจ้าโครตรักผมเลย...!!!"

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เทคนิคการเพิ่มเวลาชีวิตของเรา

คือการใช้ทีมงาน ขยายความคือ ตัวเรามีเวลา 1 วันคือ 24 ชม. หักเวลานอน เดินทาง อาบน้ำ ทานข้าว แต่งตัว อ่านหนังสือพิมพ์ คุยโทรศัพท์กับเพื่อน จะเหลือเวลากับการทำงานไม่มากนัก

ดังนั้น การเพิ่มเวลาให้กับชีวิตเราคือ การใช้เวลาของผู้อื่น หรือทีมงาน หรือสมาชิกในคริสตจักร ยิ่งเรามีตำแหน่งสูงเท่าไร เราก็ยิ่งสามารถดึงเวลาชีวิตของคนภายใต้มาใช้มากเท่านั้น

ศิลปะของผู้นำคือ การกระจายงานให้ผู้อื่น หรือทีมงาน หรือสมาชิก ตามศักยภาพของคน ๆ นั้น ยิ่งเราใช้คนตรงกับงานเท่าไร เราก็ยิ่งได้งานมากขึ้นเท่านั้น

นักธุรกิจบางคนกลัวการจ้างงานมากเพราะ มองเห็นแต่เรื่องรายจ่าย แต่นักธุรกิจบางคนกลับสนใจการขยายองค์กรมีการจ้างงานมาก มีพนักงานมาก เพราะเล็งเห็นผลประโยชน์ด้านเวลานี้

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เรื่องนี้โดนใจมาก

ผมได้อ่านบทความของคุณธนา เธียรอัจฉริยะ
http://www.thairath.co.th/content/life/272856

เล่าเรื่องว่าช่วงตอนปี 40 ฟองสบู่แตก มีคนเล่นหุ้นระดับ vip หมดตัวต้องเดินขายน้ำส้มตามตึกเพื่อยังชีพ คนอื่นที่อาจจะสังเวชใจต่อชะตากรรมของเศรษฐีผู้นี้ สำหรับผมกลับชื่นชมคนที่รู้จักล้มรู้จักสู้และเดินต่อไปไม่อายทำกิน คนแบบนี้ล้มไม่นานครับ ชีวิตคนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ บางเวลาอาจจะล้มเพราะเหตุผลหลายอย่างแต่เมื่อล้มแล้ว ยังลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้สักวันต้องพบกับความสำเร็จครับ

ในปีนั้นการฆ่าตัวตายเป็นระดับแฟชั่น เพราะหลายคนไม่อาจรับสภาพได้ หนีปัญหาและความรับผิดชอบด้วยวิธีง่าย ๆ ทิ้งความรับผิดชอบให้คนข้างหลัง แต่มีหนึ่งคนในผู้ได้รับผลกระทบในช่วงเวลานั้นคือ คุณตัน แห่งอิชิตันหรือตันโออิชิ ก็เป็นหนี้เป็นร้อยล้านเหมือนกัน แต่เขาเลือกที่จะสู้และรับผิดชอบต่อไป ทุกวันนี้เราก็เห็นคุณตันเจริญรุ่งเรืองได้จากการไม่ยอมแพ้

ชีวิตมีล้มมีลุกขอไม่ยอมแพ้และทำหน้าที่ด้วยควพยายามเต็มกำลังที่มี ไม่ว่างานอะไร (สุจริต) มีอนาคตทั้งสิ้น