เมื่อวานมีเด็ก ๆ มาซื้อขนมและพูดกันว่าวันนี้ได้เงินมา 20 บาท ผมจึงตั้งคำถาม ถามเด็กนั้นไปว่า หาก 20 บาทนี้เป็น 20 บาทสุดท้ายที่พ่อแม่ให้หนู หนูจะทำอย่างไรกับ 20 บาทนั้น
คำถามนี้ผมถามไปก็ยังไม่มีคำตอบในใจเลย เพียงแต่สังเกตว่าเด็ก ๆ แถวบ้านทำไมถึงเลือกกินเลือกใช้ชีวิตกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์
พ่อค้านักขายส่วนใหญ่มองลูกค้าเป็นเหมือนเหยื่ออันโอชะ หวังแต่คอยฟันเงินในกระเป๋าให้ได้มากที่สุดเท่านั้น แต่สำหรับผมมองลูกค้าว่าเป็นผู้มีพระคุณ และเราจะตอบแทนผู้มีพระคุณต่อเราอย่างไร ทำเลวสนองดีหรือ ไม่ผมไม่ขายเหล้าบุหรี่กับลูกค้าเลย ของอะไรหมดอายุก็ทิ้งไม่เก็บไว้ขาย
เมื่อเห็นเด็ก ๆ ซื้อแต่ขนมไร้ประโยชน์ก็สังเวชใจ ไม่มีใครสอนพวกเขาให้ใช้ชีวิตอย่างฉลาดทำอย่างไร ควรเลือกอะไร จะสร้างคุณค่าแก่ตัวเองได้อย่างไร เพราะวัน ๆ มีแต่ใช้เงินที่พ่อแม่ประเคนให้
รักลูกเหลือเกิน ไม่รู้ตัวเลยว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันคือการ ฆ่าเด็กผ่อนส่ง ไปวัน ๆ เท่านั้น
คำถามว่า 20 บาทสุดท้ายของชีวิตที่พ่อแม่ให้เรา ผมได้รับคำตอบในช่วงกลางคืนก่อนจะเข้านอนคือ
เอา 20 บาทไปลงทุนซื้อขนมมาขาย เมื่อขายหมดก็เอาเงินที่ได้ไปลงทุนอีก จาก 20 บาทก็งอกเงือย เป็นสิบเป็นร้อย แต่จะมีพ่อแม่สักกี่คนที่จะสอนลูกเช่นนี้
โอ้ยกลัวลูกลำบาก เขายังเด็กไปที่จะทำมาหากิน ก็คิดอย่างนี้ประเทศถึงได้เจริญจนเขมรแซงหน้าแล้วครับ ความลำบากในการทำมาหากินไม่เคยฆ่าใคร แต่ไอ้การเลี้ยงลูกให้เป็นลูกเทวดามันทำให้เกิดแพรวา 9 ศพมาแล้ว คุณจะเลือกภูมิใจลูกแบบไหน ภูมิใจที่เป็นแพรวา 9 ศพก็เรื่องของคุณครับ

น้องอรัญ สังคมเราตอนนี้เป็นการทำมาหาซื้อครับ ไม่ใช่ทำมาหากินเหมือนสมัยก่อนแล้วครับ สังคมโดนค่านิยมของวัตถุนิยมครอบงำ โฆษณาบ้าเลือดหวังจะปลิ้นกระเป๋าตังค์ชาวบ้าน ล่อกันด้วยของฟุ่มเฟือย คนที่ไม่ระวังตัวก็จะตกหลุม ในที่สุดใช้หนี้ไม่มีวันหมดครับ
ตอบลบมีน้อยดีกว่ามีหนี้ครับ
อยู่อย่างพอเพียงที่เพียงพอ ด้วยการทำมาหากิน(เก็บผักเก็บหญ้า ที่เราปลูกผัก)หรือซื้อก็วื้อเท่าที่จำเป็น ไม่ตามใจกิเลสครับ