วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เงิน 20 บาท

เมื่อวานมีเด็ก ๆ มาซื้อขนมและพูดกันว่าวันนี้ได้เงินมา 20 บาท ผมจึงตั้งคำถาม ถามเด็กนั้นไปว่า หาก 20 บาทนี้เป็น 20 บาทสุดท้ายที่พ่อแม่ให้หนู หนูจะทำอย่างไรกับ 20 บาทนั้น

คำถามนี้ผมถามไปก็ยังไม่มีคำตอบในใจเลย เพียงแต่สังเกตว่าเด็ก ๆ แถวบ้านทำไมถึงเลือกกินเลือกใช้ชีวิตกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์

พ่อค้านักขายส่วนใหญ่มองลูกค้าเป็นเหมือนเหยื่ออันโอชะ หวังแต่คอยฟันเงินในกระเป๋าให้ได้มากที่สุดเท่านั้น แต่สำหรับผมมองลูกค้าว่าเป็นผู้มีพระคุณ และเราจะตอบแทนผู้มีพระคุณต่อเราอย่างไร ทำเลวสนองดีหรือ ไม่ผมไม่ขายเหล้าบุหรี่กับลูกค้าเลย ของอะไรหมดอายุก็ทิ้งไม่เก็บไว้ขาย

เมื่อเห็นเด็ก ๆ ซื้อแต่ขนมไร้ประโยชน์ก็สังเวชใจ ไม่มีใครสอนพวกเขาให้ใช้ชีวิตอย่างฉลาดทำอย่างไร ควรเลือกอะไร จะสร้างคุณค่าแก่ตัวเองได้อย่างไร เพราะวัน ๆ มีแต่ใช้เงินที่พ่อแม่ประเคนให้

รักลูกเหลือเกิน ไม่รู้ตัวเลยว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันคือการ ฆ่าเด็กผ่อนส่ง ไปวัน ๆ เท่านั้น

คำถามว่า 20 บาทสุดท้ายของชีวิตที่พ่อแม่ให้เรา ผมได้รับคำตอบในช่วงกลางคืนก่อนจะเข้านอนคือ

เอา 20 บาทไปลงทุนซื้อขนมมาขาย เมื่อขายหมดก็เอาเงินที่ได้ไปลงทุนอีก จาก 20 บาทก็งอกเงือย เป็นสิบเป็นร้อย แต่จะมีพ่อแม่สักกี่คนที่จะสอนลูกเช่นนี้

โอ้ยกลัวลูกลำบาก เขายังเด็กไปที่จะทำมาหากิน ก็คิดอย่างนี้ประเทศถึงได้เจริญจนเขมรแซงหน้าแล้วครับ ความลำบากในการทำมาหากินไม่เคยฆ่าใคร แต่ไอ้การเลี้ยงลูกให้เป็นลูกเทวดามันทำให้เกิดแพรวา 9 ศพมาแล้ว คุณจะเลือกภูมิใจลูกแบบไหน ภูมิใจที่เป็นแพรวา 9 ศพก็เรื่องของคุณครับ

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ลากเส้นต่อจุดภาคต่อ

มีเรื่องดูเหมือนจะแย่ ๆ เข้ามาในชีวิต แต่ด้วยประสบการณ์ที่เรียนรู้ ทำให้ผมเลือกที่จะตอบสนองต่อปัญหาด้วยวิธีการที่ดีก่อน ไม่ใช่อารมณ์เหมือนแต่ก่อน

มีปัญหาเรื่องหนึ่งซึ่งยังไม่รู้จะจัดการมันอย่างไร แต่วางไว้อย่างอดทน เพราะแก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องไปเครียด แต่เมื่อปัญหาใหม่เข้ามาและเราก็ทำตามหน้าที่ของเราไป กลายเป็นว่าปัญหาใหม่นั้นช่วยแก้ไขปัญหาเก่าได้ด้วย เพียงแค่เราเลือกปฏิบัติต่อปัญหาใหม่อย่างถูกต้อง ผลของการแก้ปัญหาก็ส่งผลต่อเรื่องอื่น ๆ ในชีวิต

ผมเคยกล่าวว่าปัญหาไม่ได้เลวร้ายในตัวมันเอง สิ่งที่เลวร้ายคือความคิดของเราที่มีต่อปัญหา หาเราคิดว่าหมดทาง มันก็มืดมนไปหมด แต่ถ้าคิดว่ามันเป็นโอกาสสำหรับอะไรบางสิ่ง เราก็จะได้ประโยชน์

ประโยคสุดท้ายคือ "พระเจ้าโครตรักผมเลย...!!!"

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เทคนิคการเพิ่มเวลาชีวิตของเรา

คือการใช้ทีมงาน ขยายความคือ ตัวเรามีเวลา 1 วันคือ 24 ชม. หักเวลานอน เดินทาง อาบน้ำ ทานข้าว แต่งตัว อ่านหนังสือพิมพ์ คุยโทรศัพท์กับเพื่อน จะเหลือเวลากับการทำงานไม่มากนัก

ดังนั้น การเพิ่มเวลาให้กับชีวิตเราคือ การใช้เวลาของผู้อื่น หรือทีมงาน หรือสมาชิกในคริสตจักร ยิ่งเรามีตำแหน่งสูงเท่าไร เราก็ยิ่งสามารถดึงเวลาชีวิตของคนภายใต้มาใช้มากเท่านั้น

ศิลปะของผู้นำคือ การกระจายงานให้ผู้อื่น หรือทีมงาน หรือสมาชิก ตามศักยภาพของคน ๆ นั้น ยิ่งเราใช้คนตรงกับงานเท่าไร เราก็ยิ่งได้งานมากขึ้นเท่านั้น

นักธุรกิจบางคนกลัวการจ้างงานมากเพราะ มองเห็นแต่เรื่องรายจ่าย แต่นักธุรกิจบางคนกลับสนใจการขยายองค์กรมีการจ้างงานมาก มีพนักงานมาก เพราะเล็งเห็นผลประโยชน์ด้านเวลานี้

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เรื่องนี้โดนใจมาก

ผมได้อ่านบทความของคุณธนา เธียรอัจฉริยะ
http://www.thairath.co.th/content/life/272856

เล่าเรื่องว่าช่วงตอนปี 40 ฟองสบู่แตก มีคนเล่นหุ้นระดับ vip หมดตัวต้องเดินขายน้ำส้มตามตึกเพื่อยังชีพ คนอื่นที่อาจจะสังเวชใจต่อชะตากรรมของเศรษฐีผู้นี้ สำหรับผมกลับชื่นชมคนที่รู้จักล้มรู้จักสู้และเดินต่อไปไม่อายทำกิน คนแบบนี้ล้มไม่นานครับ ชีวิตคนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ บางเวลาอาจจะล้มเพราะเหตุผลหลายอย่างแต่เมื่อล้มแล้ว ยังลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้สักวันต้องพบกับความสำเร็จครับ

ในปีนั้นการฆ่าตัวตายเป็นระดับแฟชั่น เพราะหลายคนไม่อาจรับสภาพได้ หนีปัญหาและความรับผิดชอบด้วยวิธีง่าย ๆ ทิ้งความรับผิดชอบให้คนข้างหลัง แต่มีหนึ่งคนในผู้ได้รับผลกระทบในช่วงเวลานั้นคือ คุณตัน แห่งอิชิตันหรือตันโออิชิ ก็เป็นหนี้เป็นร้อยล้านเหมือนกัน แต่เขาเลือกที่จะสู้และรับผิดชอบต่อไป ทุกวันนี้เราก็เห็นคุณตันเจริญรุ่งเรืองได้จากการไม่ยอมแพ้

ชีวิตมีล้มมีลุกขอไม่ยอมแพ้และทำหน้าที่ด้วยควพยายามเต็มกำลังที่มี ไม่ว่างานอะไร (สุจริต) มีอนาคตทั้งสิ้น

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ขยะสังคมหรือขยะความคิด?

มาวันนี้ผมได้รับคำตอบของคำถามที่คาใจมานานแล้วเรื่องหนึ่ง

พวกกลุ่มคนหนึ่งที่สังคมเรียกว่า "ขยะสังคม" หรือ นักเรียนนักเลง ช่างกลอาชีวะ โดยส่วนตัวผมยอมรับอย่างเปิดอกว่า มองคนพวกนี้เป็นแค่กากเดนสังคม หรือผลผลิตของพวกพ่อแม่ที่ไร้สมองสอนลูกไม่เป็น วันๆ แค่จ้างพวกมันมาเรียนเท่านั้น

ผมเปิดร้านค้าขายของอุปโภคบริโภคทั่วไป ในร้านผมจะไม่ขายเหล้าบุหรี่ เพราะถือว่าเป็นของไม่ดี เราจะไม่ขายของไม่ดีแก่ลูกค้า ทุกวันจะมีคนพวกนี้เดินเข้ามา ถามว่ามีบุหรี่แบ่งขายไหม (แค่ค่าบุหรี่ยังไม่มีปัญญาจะซื้อทั้งซองเลย)

ผมรำคาญมากกับคนพวกนี้ ในใจอยากให้พวกคนเหล่านี้ตายๆ ไปซะจากโลก สังคมมันจะน่าอยู่ขึ้นหากไม่มีคนพวกนี้ ผมว่าต้องมีคนที่คิดแบบนี้บ้างนะ

วันนี้ขณะที่ผมกำลังคิดเรื่องนี้อยู่ก็เอะใจในเรื่องนี้ บางเรื่องที่ผมได้เจอบ่อยๆ ผมจะเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมผมต้องเจอเรื่องแบบนี้ ทำไมมันจึงเกิดขึ้นอีก ต้องมีอะไรซ่อนอยู่ ต้องมีข้อความบางอย่างที่พระเจ้าจะบอกเรา

เมื่อคิดเช่นนี้ได้จึงเริ่มถาม ถามว่าการกำจัดคนพวกนี้มีกี่แบบ

แบบแรกคือ แบบมนุษย์โดยการกำจัดทิ้ง ฆ่าทิ้ง เอาไปโยนไว้ในขยะ วางไว้หน้าบ้านคนอื่น เป็นต้น (เหมือนเด็กถูกทิ้งเลย)

แบบที่สองคือ แบบพระเจ้า คนพวกนี้ไม่มีพระเจ้าจึงไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีปัญหา ไม่รู้ทางแก้ ไม่มีความสว่างในใจจะนำทาง

เมื่อผมคิดได้เช่นนี้ ผมก็คิดต่อไปอีกว่า หากต้องเดินไปหาคนพวกนี้ ระหว่างเอาปืนไปยิงมันทิ้งมันจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา ผมก็ต้องติดคุก ลูกผมจะมีใครมาเลี้ยงครอบครัวผมใครจะดูแล แต่หากผมเดินเข้าไปประกาศความรักพระเจ้าแก่คนเหล่านี้ ผมว่าวงคงแตกแน่ เหมือนคนผีเข้าโดนข้าวสารเสก แต่ในความเป็นจริงจะมีบางคนที่ใจกำลังแสวงหาความรักความสว่างในชีวิต จะเปิดใจ

ผมได้คิดย้อนไปในอดีตก็พบว่าเคยมีน้องคนหนึ่งที่ชีวิตเขาเคยเป็นแบบนี้มาก่อน ชื่อกระต่ายน้อย ชื่อน่ารักนะครับ แต่ตัวใหญ่มาก เมื่อคนมีพระเจ้าชีวิตก็จะเปลี่ยน บางทีแค่ยังไม่มีใครนำเสนอทางเลือกนี้แก่คนพวกนี้เท่านั้น

คนส่วนใหญ่ก็แค่รังเกลียด ด่าพ่อแม่มันในใจ แต่ก็ไม่ทำอะไรมากไปกว่านี้ เมื่อผมคิดได้อย่างนี้ ความรู้สึกในใจผมก็เปลี่ยนไป มองคนเหล่านี้ในมุมใหม่เปิดโอกาสมากขึ้น

เราไม่รู้ตัวว่าความคิดของเราท่ีคิดว่ามันถูกต้องอยู่แล้วนั้น แต่ความจริงมันเป็นแค่ขยะชิ้นหนึ่งที่เราเก็บไว้ในสมอง เมื่อเราเอาขยะในสมองไปทิ้งและรับความคิดของพระเจ้ามาใส่แทน มุมมองก็เปลี่ยนไป คนที่เรามองเป็นแค่ขยะสังคม เราก็จะเห็นโอกาสที่พวกนั้นจะกลับตัวเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่มือมนุษย์แต่เป็นมือพระเจ้า

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ตัวเรากลั่นแกล้งตัวเราเอง

ผมผ่านอายุใกล้ 40 แล้วได้เรียนรู้จากชีวิตมาพอสมควร และรู้ซึ้งถึงความตกต่ำย่ำแย่ของชีวิตคนๆ หนึ่ง แม้จะไม่ดูยิ่งใหญ่เท่าเหตุการณ์ข่มขืนนานกิง มีคำว่าโชคชะตากลั่นแกล้ง ผมก็อดขำไม่ได้ ความเจริญรุ่งเรืองของคนๆ หนึ่งไม่ได้ตกมาจากฟ้าเฉยๆ แต่มาจากปัจจัยหลากหลายของบุคคลผู้นั้นเองเป็นตัวกำหนด แต่ที่สำคัญคือมันมาจากอุปนิสัย ทุกๆ นิสัย สิ่งที่ผู้นั้นทำบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัย

ผมจะลองยกตัวอย่างหลายๆ เรื่องเช่น ผู้หญิงคนหนึ่งถูกพวกขี้เมารุมข่มขืนในซอยเปลี่ยวระหว่างทางกลับบ้าน หลายคนคงมองเรื่องนี้มันเป็นเวรเป็นกรรมของผู้หญิงคนนั้น แต่จริงๆ มันไม่ใช่ มันเป็นส่วนที่มองเห็นได้จากการขาดความรอบคอบในการดำเนินชีวิตของตัวผู้หญิงนั้นเอง บางคนอาจจะต้องจ่ายราคาต่อการขาดความรอบคอบในการดำเนินชีวิตไม่เท่ากัน

เมื่อเกิดเรื่องร้ายๆ ในชีวิตเรามักไม่ค่อยตั้งคำถาม ถามตัวเราเองว่าเพราะเหตุใด เหตุการณ์นี้จึงเกิดขึ้นกับเรา หลายคนอาจจะเคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นบ่อยๆ โดยเฉพาะผม จะมีความคิดผุดขึ้มมาในสมองว่า อย่าลืมของนะ ไปลงกลอนประตูก่อน อย่าลืมหยิบกระเป๋าตังไปนะ อย่าลืมเอาโน๊ตจดของมาด้วย แต่ในที่สุดเราก็ไม่ไปทำทันทีสุดท้ายก็ลืมก็พลาด

สิ่งเล็กๆ ที่เราทำเป็นประจำๆ จนเป็นนิสัย มันจะกำหนดผลปลายทางชีวิตของเราเอง

ขอยกตัวอย่างหนังซีรีย์ฮ่องกงเรื่องหนึ่ง พ่อพระเอกติดการพนัน ผลาญเงินที่มีอยู่น้อยอยู่แล้วของทางครอบครัวจนหมด ภรรยาไม่มีเงินให้ลูกให้อั่าเปาปีใหม่กับเพื่อนบ้าน ภรรยาต้องให้ลูกหลบหน้าเพื่อนบ้าน แม่พระเอกต้องไปล้วงกระเป๋าเพื่อเอาเงินไปซื้อของเล่นที่เคยสัญญากับลูก แต่ถูกตำรวจจับเสียก่อน แถมกระเป๋าก็เป็นของคนตายที่ถูกขโมยมาอีกที สุดท้ายก็โดนศาลสั่งประหารชีวิตโทษฐานฆ่าคนตาย ส่วนสามีเสียใจมากจึงตัดมือตัวเองเป็นการขอโทษ ต่อมาภรรยาโดนประหาร สามีเป็นบ้าจะเอาลูกๆ ไปโดดตึกตายตามภรรยา

ผมเขียนมาอย่างย่อๆ หากอ่านแล้วคงรู้สึกได้ถึงความน่ารันทดของชีวิตครอบครัวนี้ แต่หากสังเกตดูดีๆ นะครับว่า มันไม่ใช่เรื่องโชคชะตาเลย ผลจากน้ำมือตัวเราเองทั้งนั้น ไม่มีเรื่องเล็กๆ ใดๆ ไม่สำคัญ

ติดการพนันแล้วไงหนักหัวใคร สัญญากับลูกไว้แล้วจะซื้อของเล่นให้ก็ไปทำมาหากินสิครับ ทำไมต้องไปล้วงกระเป๋า ภรรยาติดคุกแล้วไงทำไมต้องตัดมือตัวเอง ทำงานไม่ได้จะเลี้ยงลูกแทนภรรยาได้อย่างไร ภรรยาตายแล้วไง ทำไมต้องเอาลูกๆ ไปโดดตึกเพื่อตายตาม

มีแต่เรื่องสิ้นคิดทั้งสิ้น หากเราใช้สมองไตร่ตรองไม่ดำเนินชีวิตด้วยอารมณ์ เอาเหตุผลเข้าคิดชีวิตจะดีขึ้นแน่นอน

วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2555

โอกาสทองด้านการตลาด

วันนี้เร่ืองท่ีผมจะเขียนอาจจะรุนแรงไปบ้างแต่ก็เป็นเร่ืองจริงล้วนๆ นะครับ
สำหรับคนท่ีต้องการหาธุรกิจใหม่ ต้องอ่าน หลายครั้งเราคิดจะทำอะไรก็มีคนก่อนเราแล้วทุกเร่ืองแล้วเราจะหาสิ่งใหม่มาทำตลาดได้อย่างไร ผมเองก็เคยเจอปัญหานี้มาก่อน ไม่รู้จะหาอะไรใหม่ๆ มาทำ

คำตอบน้ันมันง่ายมากคือไม่อะไรใหม่ท่ีจะให้เราทำอีกแล้ว สิ่งท่ีสามารถทำได้คือความแตกต่าง ทำส่ิงเดียวกันกับแบบของคนอ่ืนแต่ต้องมีความแตกต่างในรายละเอียด เช่น

สินค้าและบริการในปัจจุบันเกือบทุกตัวห่วยหมด สินค้าท่ีเข้าตากรรมการอย่าง apple สินค้ายังมีปัญหาบางเลย 7-11 ท่ีใหญ่นักใหญ่หนายังขายของไม่มีคุณภาพเอาเปรียบลูกค้าเลย มือถือ 3 ค่ายห่วยมาก ดีท่ีมีสัมปทานคุ้มกะลาหัวเท่าน้ัน

ดังน้ันขอเพียงคุณทำสินค้าและบริการให้มันดีกว่าส่ิงท่ีมีอยู่แล้วในตลาด ลูกค้าจะมาหาคุณเอง